ฟอร์ด มัสแตง ตำนานม้าป่าที่กลับมาอย่างเหนือชั้น

ฟอร์ด มัสแตง ตำนานม้าป่าที่กลับมาอย่างเหนือชั้น

ฟอร์ด มัสแตง ตำนานม้าป่าที่กลับมาอย่างเหนือชั้น

📅07 มีนาคม 2019, 04:01

       หลังจากที่ ฟอร์ด ประเทศไทย ได้สร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวกระบะความเร็วสูง “แร็พเตอร์” แถมยังอัพเกรด “เรนเจอร์” และ “เอเวอเรส” ด้วยเครื่องใหม่ เกียร์ใหม่กันไปแล้ว ยังมีอีก 1 รุ่นที่จะไม่พูดถึงไม่ได้นั่นคือ “เจ้าม้าป่ามัสแตง” (Mustang) นั่นเอง

       แน่นอนว่าด้วยชื่อชั้นและสมรรถนะที่เหลือร้ายของเจ้าม้าป่าคันนี้มีชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีต แต่พอมาถึงยุคนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป มีเทคโนโลยีต่างๆ เสริมเข้ามาก็ยังไม่ทิ้งความดิบและดุดัน ด้วยตัวเลือก 2 รุ่น คือ รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack 460 แรงม้า แรงบิด  556 นิวตันเมตร และ รุ่น 2.3L Ecoboost Coupe Performance Pack  พละกำลัง 300 แรงม้า และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ที่มากับความดุดันในงานดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน พ่วงด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะลูกใหม่ พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยเหลือในการขับขี่ที่เหนือชั้น

 

       สำหรับ ฟอร์ด มัสแตง ที่มียอดขายทั่วโลกมากกว่า 10 ล้านคัน ยังคงเอกลักษณ์ที่เป็นที่จดจำตลอด 50 ปีที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน รูปแบบตัวถังสไตล์คูเป้หลังคาลาด (Fastback) ที่ให้ความรู้สึกปราดเปรียว ไฟหน้าเดย์ไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟท้าย 3 แถวอันเป็นเอกลักษณ์มาพร้อมเทคโนโลยีไฟ LED ในขณะที่ฝาไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อสอดรับกับทรงสี่เหลี่ยมคางหมูของกระจังหน้าชิ้นบน

       ฝากระโปรงหน้าได้รับการปรับให้แบนราบลงพร้อมช่องระบายอากาศในตัวและดีไซน์กระจังหน้าที่ต่ำลง ส่งผลให้ดูดุดัน โฉบเฉี่ยว และเหมาะกับหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น มีการปรับลดความสูงของช่วงหน้าและเพิ่มขนาดของสปลิตเตอร์หรือลิ้นหน้า เพื่อเพิ่มแรงกดในช่วงหน้าของตัวรถให้สามารถยึดเกาะถนนได้มั่นคงยิ่งขึ้น แผงกันชนด้านหลังล้อหน้ายังช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ตัวรถได้ดีช่วยลดแรงต้านได้มากถึง 3 % ส่วนกันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่ ช่วยเพิ่มความโฉบเฉี่ยว ในขณะที่ท่อไอเสียแบบ 4 ท่อ รองรับความแรงของเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร และมีสปอยเลอร์เป็นมาตรฐานในรุ่น GT

         ฟอร์ด มัสแตง รุ่น GT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ใช้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การเข้าโค้งที่สนุก มั่นใจ ล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้วทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT และฟีเจอร์เสริมอีกมากมายที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน ยังคงตำนานอันโดดเด่นกว่า 50 ปี ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

      ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความหรูหราและสะดวกสบายกว่าเดิม ด้วยวัสดุตกแต่งผิวสัมผัสที่นุ่มตลอดแนวประตู พร้อมมือจับประตูอะลูมิเนี่ยม แผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอลขนาด 12 นิ้ว เมื่อปลดล็อคประตู ปุ่มสตาร์ทรถจะกระพริบไฟสีแดงทันทีจนกว่าจะสตาร์ทรถ โดยจะกระพริบด้วยความเร็ว 30 ครั้งต่อนาที เท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจของม้าป่ามัสแตงขณะพักนั่นเอง

      ฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมโหมดการขับขี่ใหม่ 2 โหมด เพื่อช่วยให้ปรับการควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว การตอบสนองของคันเร่ง รูปแบบการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยและการทำงานโหมดปรับระดับความดังของชุดท่อไอเสีย  Active Valve Performance Exhaust ให้เหมาะกับการขับขี่แบบต่างๆ โดยมี 2 โหมดใหม่ นอกจากโหมดปกติ (Normal) โหมดสปอร์ต (Sport) โหมดแทร็ค (Track) และโหมดหิมะ/พื้นเปียก (Snow/Wet) คือ โหมดแข่งทางตรง (Drag Strip) เพื่อประสิทธิภาพอัตราเร่งสูงสุด และการแข่งขันแบบควอเตอร์ไมล์ในสนามแข่ง และโหมด My Mode ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกตั้งค่าสมรรถนะการขับขี่และเสียงท่อไอเสียได้ตามต้องการ รวมทั้งเทคโนโลยีปรับระดับความดังท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaust ช่วยปรับความดังเสียงของท่อไอเสียได้ตามความต้องการเป็นครั้งแรก และมี Quiet Mode โหมดที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านสามารถตั้งค่าให้ท่อไอเสียเงียบได้ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อลดการรบกวนเพื่อนบ้านหรือผู้คนในชุมชน

      มาลองขับกันบ้าง หลังจากที่ Autospeed2 จัดการควบขับเจ้าม้าป่าทั้งสองรุ่น ต้องพูดเลยว่า นี่มันเป็นรถที่ต้องมีสำหรับแฟนๆ  Ford Performance จริงๆ ซึ่งขอแยกออกมาทั้ง 2 รุ่น อย่างนี้ละกัน

 ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe เท่ สปอร์ต ตัวแรงที่ใช้งานได้ทุกวัน

      ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ขนาดเครื่องยนต์เล็กลงมาหน่อย แต่ยังคงความสนุกในการขับได้ไม่แพ้ รุ่น 5.0L V8 เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นสัมผัสความแรงของเจ้าม้าป่าในตำนานและต้องการควบขับเจ้าม้าป่าแบบสบายๆ ในทุกวัน

       สำหรับมัสแตง รุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack แม้ว่าขุมพลังจะเป็นรองรุ่นพี่ แต่นั่นมากพอที่จะสัมผัสถึงจิตวิญญาณของมัสแตงได้อย่างชัดเจน ด้วยเครื่องยนต์เบนซินอีโค่บูสต์ขนาด 2.3 ลิตร ควบคู่เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ส่งมอบพละกำลัง 300 แรงม้า ที่ 5,400 รอบต่อนาที และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที และยังประหยัดน้ำมันได้ 10.8 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 217 กรัมต่อกิโลเมตร ที่ยังติดตั้งฟังก์ชั่น Overboost สำหรับช่วยเพิ่มแรงดันอากาศจากเทอร์โบทุกครั้งที่กดคันเร่งแบบเร่งด่วน สร้างความสนุกกับการควบคุมแรงบิดจากขุมพลังที่ตอบสนองได้รวดเร็วดั่งใจในทุกความต้องการเลยทีเดียว

      โดยระบบควบคุมอิเล็คทรอนิคของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ยังสามารถปรับแต่งเครื่องตามโหมดการขับต่างๆ รวมทั้งระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบเรียลไทม์ช่วยให้สามารถปรับเกียร์ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการขับแบบชิลๆ ดูนก ชมทะเล หรือจะต้องการรีดเค้นสมรรถนะบนสนามแข่ง ซึ่งได้ติดตั้งแป้น Paddle Shift เอาไว้ให้ปรับเปลี่ยนและควบคุมรถได้ในทุกช่วงจังหวะอีกด้วย

       เช่นเดียวกับรุ่น 5.0L V8 เจ้า 2.3L EcoBoost Coupe นี้ มีความสามารถที่เหมือนกันทุกอย่าง จะต่างกันเพียงขุมพลัง และไม่มีสัญลักษณ์ขนาดเครื่องยนต์ที่แก้มหน้า รวมทั้งท่อไอเสียเป็นแบบสองท่อ ต่างจาก 5.0L ที่เป็นแบบท่อคู่ ประสบการณ์ในการขับที่ได้รับถือว่าเหมาะกับผู้ที่ต้องการสไตล์ที่มีเสน่ห์แบบมัสแตง แต่ไม่ต้องการความแรงที่มากเกินความต้องการ แต่เมื่อจำเป็นมันยังสามารถตอบโจทย์ความแรงได้อย่างถึงใจ

 

       โดยโช้คอัพที่ถือเป็นส่วนสำคัญถูกปรับแต่งให้ช่วยเข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ในขณะที่ช่วงล่างได้รับการออกแบบให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยข้อต่อแบบ Cross-Axis ช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในการเข้าโค้งที่สามารถนำไปสู่การบิดของตัวถังได้ ทีมวิศวกรได้เลือกใช้เหล็กกันโคลงที่หนาขึ้นเพื่อช่วยลดอาการโคลง (body-roll) และช่วยให้ควบคุมรถได้เฉียบคมยิ่งขึ้นอีกด้วยเช่นกัน

        รวมทั้งปลอดภัยในทุกเส้นทางด้วยระบบความปลอดภัยอย่าง ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรง และยังสามารถลดอัตราการชนจากด้านหน้ารถได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมาพร้อมระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) และระบบแจ้งเตือนระยะห่าง (Distance Alert) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องทาง และช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อนำรถกลับเข้าสู่ช่องทาง (Lane Keeping System) เป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่มีความปลอดภัยเป็นเลิศ

        การบังคับควบคุมถือว่ามีความใกล้เคียงกับรุ่น 5.0L V8 เพียงแต่รู้สึกควบคุมได้ง่ายกว่า ด้วยแรงบิดที่เป็นรอง แต่เพียงพอที่จะกระตุ้นเร้าหัวใจให้เต้นได้แรงขึ้น ซึ่งเจ้ามัสแตง 2.3L Ecoboost Coupe คันนี้ ถือว่าเหมาะมากกับการใช้งานในทุกวัน และยังคงความเท่ของม้าป่ามัสแตงได้อย่างถึงใจจริงๆ

ส่วน ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe คือผู้สืบทอดความโหดดิบระดับตำนาน

      ด้วยรูปโฉมของ ฟอร์ด มัสแตง รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ที่ค่อนข้างจะดูเหมือนกับรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe จะแตกต่างกันตรงสัญลักษณ์ 5.0 ที่แก้มหน้าและท่อไอเสียขนาด 4 ท่อ มองเผินอาจจะไม่รู้ว่านี่คือตัวแรงที่ใครๆ ก็อยากสัมผัสสักครั้งในชีวิต

        ไฮไลท์ที่ต้องกล่าวถึงคือ ขุมพลัง V8 ขนาด 5.0 ลิตร ที่พร้อมมอบขุมพลังสูงสุดถึง 460 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุดระดับ 556 นิวตันเมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อม Paddle Shifter จะสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.3 วินาทีเท่านั้น

 

       รวมทั้งมีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อมอบพลังที่มากกว่าและรอบเครื่อง red line ที่สูงกว่าที่เคยมีมาด้วยระบบหัวฉีดสองระบบ (Dual-Fuel) ที่ผสานระบบไดเร็คอินเจคชั่นแรงดันสูง (High-Pressure Direct Injection) และระบบฉีดเชื้อเพลิงที่ท่อแบบแรงดันต่ำ (Low-Pressure Port Fuel Injection) ทั้งยังเพิ่มแรงบิดในช่วงรอบเครื่องต่ำ เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำให้ระเบิดความแรง แต่ยังคงมีการประหยัดน้ำมันได้สูงถึง 7.8 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 297 กรัมต่อกิโลเมตร เท่านั้น

        สอดรับกับการควบคุมผ่านพวงมาลัยพาวเวอร์แบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าที่ให้ความมั่นใจในทุกการควบคุม และระบบกันสะเทือนหน้าอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังอิสระแบบอินทิกรัลลิงค์ (Integral-link) พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง

 

          โดยมีตัวเลือกให้สนุกมากขึ้นด้วยโหมดการขับขี่ใหม่ 2 โหมด ที่สามารถปรับการทรงตัว การตอบสนองของคันเร่ง รูปแบบการเปลี่ยนเกียร์ พวงมาลัยและระดับความดังของชุดท่อไอเสีย เพิ่มเติมด้วย 2 โหมดใหม่ นอกจากโหมดปกติ (Normal) โหมดสปอร์ต (Sport) โหมดแทร็ค (Track) และโหมดหิมะ/พื้นเปียก (Snow/Wet) คือ โหมดแข่งทางตรง (Drag Strip) เพื่อการแข่งแบบควอเตอร์ไมล์ในสนามแข่ง และโหมด My Mode ให้เลือกตั้งค่าะการขับและเสียงท่อไอเสียได้ตามใจผู้ใช้งาน

 

         จากการได้ทดลองขับถือว่าเป็น Pony Car ที่ยังคงความพยศเอาไว้อย่างเต็มขั้น เริ่มต้นจากระบบ Electronic Line Lock ซึ่งช่วยให้สามารถเบิร์นยางคู่หลังได้อย่างง่ายดาย เมื่อเข้าสู่โหมดแข่งทางตรง (drag strip) ซึ่งระบบนี้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งในรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe  และรุ่น 5.0L V8 GT Coupe สร้างความเร้าใจได้อย่างสุดๆ ด้วยอัตราเร่งที่ทำให้หลังติดเบาะและการเปลี่ยนเกียร์ที่ถูกสร้างให้มีการกระตุกจนหัวสั่นเหมือนกับการเปลี่ยนเกียร์แบบเกียร์ธรรมดา อัตราเร่งที่จัดจ้านเหนือกว่ารุ่น 2.3L EcoBoost Coupe อย่างชัดเจน พร้อมกับเสียงของเครื่องยนต์ทุ้มสนั่นที่ขู่คำรามอย่างเป็นธรรมชาติ พวงมาลัยมีความคมในระดับที่วางใจได้ เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ช่วยทำให้จับโค้งได้อย่างสนุก แม้ว่าจะมีอาการท้ายกวาดอยู่บ้าง แต่สามารถควบคุมพวงมาลัยได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่ต้องพยายามควบคุมน้ำหนักการกดคันเร่งเอาไว้ให้ดี เพราะหากเค้าโค้งด้วยความเร็วสูงและกดคันเร่งดันเข้าโค้งมากเกินไป แรงบิดมหาศาลระดับ 556 นิวตันเมตร อาจสร้างอาการพยศจนท้ายสะบัดได้เช่นกัน

        แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อขับในโหมดปกติและโหมดสปอร์ต ถือว่าเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่สามารถใช้งานได้ในทุกวัน แถมยังปรับเสียงของท่อไอเสียให้เบาหรือดังได้ตามต้องการอีกด้วย เหมาะมากกับการสร้างอารมณ์ในการขับของแต่ละช่วงวัน เป็นมัสแตงยุคใหม่ที่พร้อมในทุกด้านจริงๆ

         สำหรับ ฟอร์ด มัสแตง ที่จำหน่ายในประเทศไทย มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ สีส้ม ออเรนจ์ ฟิวรี่ เมทัลลิค ไตร-โค้ท (Orange Fury Metallic Tri-Coat) สีดำชาโดว์ แบล็ค เมทัลลิค (Shadow Black Metallic) สีแดง เรซ เรด (Race Red) และ สีเทา แมคเนติค เมทัลลิค (Magnetic Metallic) มีราคาจำหน่าย คือ รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท และรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท

        ฟอร์ด มัสแตง เปิดให้จองที่ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19 แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด และลูกค้าฟอร์ด มัสแตง ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ด้วยแพ็กเก็จ ฟอร์ด พรีเมี่ยม แคร์ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ 5 ครั้ง ยาวนานถึง 60 เดือน หรือ 75,000 กิโลเมตร อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี

Share this article: