Toyota Fortuner Legender ความหล่อกับหรูหราที่มาพร้อมกันทุกสิ่งในคันนี้

      หลังจากเปิดตัวไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว Toyota Fortuner Legender ตัวเป็นๆก็ออกมาให้เราทดลองขับกันเสียที ในเส้นทางกรุงเทพฯมุ่งสู่พัทยา ซึ่งการทดลองขับในครั้งนี้เราจะได้ลองสมรรถนะในรูปแบบการขับขี่บนถนนทางเรียบ และยังได้ลองขับในรูปแบบ Off Road บนเส้นทางธรรมชาติกันอีกด้วย

สำหรับ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น Legender เป็นรุ่นพิเศษที่ทาง Toyota ออกมามาให้เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้านักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มองหารถที่โดดเด่นด้านรูปลักษณ์ และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย มาพร้อมกับดีไซน์ที่ออกแบบให้หรูหรา และยกระดับความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น การดีไซน์ภายนอกจะแตกต่างจาก Fortuner ตัวปกติอย่างชัดเจน ด้วยกระจังหน้ากับกันชนหน้า-หลังใหม่ ไฟหน้าแบบ Full LED แบบ Dual Projector พร้อม Daytime Running Lightsไฟเลี้ยวแบบ Sequential ไฟท้ายใหม่แบบ LED Light Guiding หลังคาสีดำ และล้อขนาด 20 นิ้วดีไซน์ใหม่กับยางขนาด 265/50-20  เท่ากันทั้ง 4 ล้อ

สำหรับการดีไซน์ภายในประณีตในทุกรายละเอียด และเน้นเป็นโทนสีดำทั้งคัน เริ่มจากเบาะหนังสีทูโทนที่ผสานความสปอร์ต และความพรีเมียมไว้ในหนึ่งเดียว เบาะนั่งคนขับและเบาะผู้โดยสารตอนหน้า ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะปรับพับแถว 2 แบบ One Touch เพื่อให้ง่ายในการใช้งาน ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร  มาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอแสดงข้อมูลขนาด 4.2 นิ้ว กระจกมองหลังลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ขับขี่ปลอดภัยมากขึ้นในตอนกลางคืน ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่างๆก็มาอย่างคับคั่ง อาทิหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple Carplay อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย ช่องต่อ USB บริเวณคอนโซกลาง 2 ตำแหน่งเพื่อความสะดวกสบายในการชาร์จไฟให้กับผู้โดยสาร ลำโพง JBL 9 ตำแหน่ง 11 ลำโพง เบาะที่นั่งพับและปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ สะดวกสบายในทุกการใช้งาน ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าพร้อมชุดเซ็นเซอร์ และระบบป้องกันการหนีบ กล้องมองรอบคัน สัญญาณเตือนกะระยะ 6 ตำแหน่งช่วยระวังมุมอับสายตาเวลาจอดรถ ระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC ควบคุมพวงมาลัยแปรผันตามระดับความเร็ว

โดดเด่นอีกอย่างของเจ้า Legender คือระบบ T-Connect by Toyota เป็นการเชื่อมต่อกันระหว่างรถยนต์และผู้ใช้งานด้วยโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน  สำหรับ Always Located & Protect มีเมนูให้ใช้งานคือ Find My Car สามารถเช็กตำแหน่งรถ REAL TIME ได้ตลอดเวลาเมนู SOS ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เมนู TheftTrack สามารถช่วยติดตามรถหายเมื่อถูกโจรกรรมพร้อมประสานความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง เมนู Geo-Fencing…ระบบคอยแจ้งเตือนเมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากขอบเขตที่คุณกำหนดไว้

ส่วน Telematics CARE เป็นบริการแจ้งเตือนล่วงหน้าสำหรับการดูแลรถยนต์ อย่าง Maintenance Reminder แจ้งเตือนเข้าศูนย์บริการพร้อมประสานงานนัดหมาย Vehicle Information แสดงสถานะรถยนต์ ข้อมูลการขับขี่ สรุปทริปการเดินทาง อีกทั้งบริการแจ้งเตือนต่อทะเบียนรถประจำปีล่วงหน้าอัตโนมัติยังมี Toyota Care PHYD (Pay How You Drive)…ประกันภัยรถ “ขับดี ลดให้” สิทธิพิเศษด้วยเบี้ยประกัน จ่ายตามพฤติกรรมการขับขี่อีกทั้งช่วยแจ้งเตือนต่อประกันภัยฯ ล่วงหน้าอัตโนมัติ ส่วน Happiness Mobility คือบริการผู้ช่วยส่วนตัว โดยมี Concierge Services บริการผู้ช่วยส่วนตัว พร้อมดูแลทุกตลอดการเดินทาง

Legender ที่เราได้มาลองขับเป็นรุ่นท้อป 2.8 ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตัวเครื่องยนต์เป้นขนาด 2.8 ลิตร ระบบเทอร์โบแปรผัน ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ผลิตกำลังสูงสุด 204 แรงม้า (150 กิโลวัตต์) ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบ/นาที ปรับปรุงเพิ่ม Balance Shaft ช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร เพิ่มความเงียบและความนุ่มนวลในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

ช่วงทางเรียบอัตราเร่งดี ช่วงล่างหนึบ แต่อัตราการสิ้นเปลืองยังไม่น่าประทับใจ

สำหรับในส่วนการเดินทางช่วงแรกจะเป็นการทดลองขับบนถนนทางเรียบโดยเราเริ่มต้นจาก TOYOTA Driving Experience Park ขับขึ้นทางด่วน บูรภาวิถี เพื่อมุ่งหน้าสู่พัทยา สถาพการจราจรช่วงแรกค่อนข้างคับคั่งและหนาแน่น Legender ก็สามารถเคลื่อนตัวไปตามสภาพการจราจรได้อย่างราบรื่น การออกตัวที่ง่าย อัตราเร่งช่วงต้นที่ดี ทำให้เราเดินทางในการจราจรแบบนี้ได้อย่างสะดวกสบายไม่ใช่น้อย  ซึ่งรู้สึกได้เลยว่า Fortuner ใหม่นี้ได้ปรับปรุงในส่วนของเครื่องยนต์มาได้ดีมาขึ้นกว่าตัวก่อนพอสมควรเลยทีเดียว การบังคับควบคุมพวงมาลัยก็ยังแม่นยำและเบาแรง สามารถซิกแซกเปลี่ยนเลนไปมาได้อย่างมั่นใจ ระบบช่วงล่าง Legender ปรับมาให้เหนือกว่า Fortuner ตัวปกติด้วยช็อคอับฯและสปริงที่ออกแบบมาใหม่ ส่งผลให้ระบบกันสะเทือนทำงานได้อย่างน่าพอใจ อาการกระด้างของช่วงล่างมีน้อยมาก ส่วนการซับแรงสั่นสะเทือนจากสภาพถนนก็ทำได้ดีเยี่ยม จากตัว Fortuner รุ่นปกติที่มีอาการย้วยและกระเด้นกระดอน เจ้า Legender กลับแน่นหนึบและนั่งสบายมากกว่าอย่างรู้สึกได้

ขับต่อไปได้สักหน่อยสภาพการจราจรเริ่มคล่องตัวขึ้น เราสามารถเติมควาเร็วได้มากขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของอัตราเร่งยังคงทำได้ดี ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังค่อนข้างลงตัว ทำให้การขับขี่ช่วงความเร็วสูงเป็นไปอย่างราบรื่น การไต่ความเร็วเป็นไปอย่างต่อเนื่องดี ยิ่งทำให้เห้นได้เลยว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ได้ถูกปรับปรุงจนดีกว่าตัวก่อนในทุกๆด้าน การบังคับควบคุมรถยังมั่นคง แต่ช่วงความเร็วสูงหน่อยอาจจะรู้สึกว่าน้ำหนักพวงมาลัยดู “เบา” ไปนิดนึงแต่ก็ไม่ได้เป้นปัญหาอะไร การทำงานของระบบช่วงยามความเร็วสูงหน่อยยังถือว่า “นิ่ง” และมั่นคง ช่วยให้ไม่ค่อยเครียดเวลาขับรถเดินทางไกล แต่ยังมีอาการกระด้างมาให้สัมผัสบ้างเล็กๆตามสไตล์รถแบบ PPV อันนี้ถือว่ายอมรับได้ เพราะจะให้นุ่มนวลนั่งสบายแบบรถเก๋งคงป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว การเปลี่ยนเลนซ้าย-ขวายังสามารถบังคับควบคุมได้อยู่มือ ตัวรถมีอาการเอียงตามการเลี้ยวน้อยกว่าที่คิดไว้ ขับไปได้สักพักเราก็ลงสู่ทางปกติเพื่อมุ่งสู่พัทยา

ระบบ Toyota Safety Sense ทั้งหลายใน Legender มีโอกาสใช้บ้างแค่บางระบบ อย่างระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) เรดาร์จะตรวจจับรถที่อยู่ด้านหน้า พร้อมทำการส่งสัญญาณเตือนและช่วยเบรกเพื่อลดโอกาสและความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อันนี้ยังไม่ได้มีโอกาสใช้งานซึ่งก็เป็นเรื่องดี ส่วนระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Alert) อันนี้มีโอกาสได้ใช้งานอยู่ตลอด โดยเมื่อขับรถออกนอกเลนที่ใช้โดยไม่ตั้งใจหรือไม่เปิดไฟเลี้ยว ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอ MID และพวงมาลัยจะทำการดึงกลับสู่เลนโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการดึงแบบเบาๆทำให้ไม่รู้สึก “เหวอ” เหมือนคุ่แข่งบางค่าย  ส่วนระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)ควบคุมความเร็วรถให้คงที่ พร้อมตรวจจับรถที่อยู่ด้านหน้าด้วยเรดาร์และลดความเร็วอัตโนมัติ เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย อันนี้ยังไม่ได้ลองใช้งานเนื่องจากสภาพการจราจรวันที่ทดลองขับไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไรนัก ขับรถตัดเข้าถนนเส้นมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี เราสามารถใช้ความเร็วได้สูงขึ้น ส่วนสภาพเส้นทางเป็นถนนแบบคอนกรีตบางช่วงที่ไม่ค่อยเรียบนัก ระบบกันสะเทือนของ Legender ก็ยังคงทำงานได้ดี ตัวห้องโดยสารรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนของสภาพถนนบ้างเล็กน้อย ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าช่วงล่างชุดนี้ปรับมาให้ใช้งานเดินทางได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว ขับออกสู่ถนนปกติช่วงบ้านบึงเพื่อมุ่งสู่จุดหมายต่อไป “เขาระเบิดลานร่มร่อน”

ทาง Off Road พละกำลัง ระบบขับเคลื่อน และช่วงล่าง ลุยได้พอตัว

          เราขับลงจากถนนหลวงที่เป้นทางเรียบแล้วเราจะเดินทางมุ่งสู่ ลานร่มร่อน” กัน ซึ่งสภาพเส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทาง Off Road แบบธรรมชาติ ซึ่งจะมีทั้งเนินสูง ร่องน้ำ หินแหลม และหล่มโคลน ทั้งหมดนี้สามารถวัดถึงประสิทธิภาพของเจ้า Legende ได้เป็นอย่างดี สภาพเส้นทางช่วงแรกยังคงเป็นทางเดินเรียบๆที่ยังไม่ขรุขระมากนัก Legender ที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังคงปรับอยู่ในตำแหน่งขับเคลื่อน 2 ล้ออยู่ ระบบช่วงล่างยังคงทำงานได้ดี การกระแทกจากสภาพเส้นทางส่งมาภายในห้องโดยสารน้อยมาก ขับมาได้สักหน่อยสภาพเส้นทางเริ่มขรุขระมากขึ้น มีร่องน้ำกับหลุมโคลนเพิ่มเข้ามาอีก เราจึงปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ H4 แค่นี้ก็สามารถผ่านเส้นทางที่ยากลำบากระดับนี้ไปได้อย่างสบายแล้ว เมื่อรวมกับตัวช่วยต่างๆอย่างระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน DAC ทำให้การขับลงเนินชันมีความปลอดภัยมากขึ้น

ระบบกล้องมองรอบคันก็ยังมีประโบชน์อย่างมากในการขับผ่านเส้นทางที่แคบช่วยให้ผู้ขับสามารถมองเห็นสภาพเส้นทางรอบตัวรถได้อย่างชัดเจน ขับมาได้สักระยะสภาพเส้นทางมีความ “โหด” มากขึ้นจากการที่ฝนตกผ่านไปเมื่อวาน หลายๆช่วงเป็นน้ำขังพร้อมกลายสภาพเป็นดินโคลนที่ลื่นมาก เราจึงปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนไปเป็นตำแหน่ง L4 หรือระบบขับเคลื่ยน 4 ล้อแบบอัตราทดต่ำพิเศษ ซึ่งเมื่อบวกกับกำลังเครื่องยนต์ระดับ 204 แรงท้าและแรงบิดระดับ 500 นิวตัน-เมตร ด้วยแล้ว ทำให้เราสามารถขับพาเจ้า Legender เดินทางต่อไปจนถึงจุดหมาย “ลานร่มร่อน” กันได้อย่างไม่ลำบากนัก ซึ่งถ้าเราไปยางติดรถระดับ AT น่าจะพาเจ้า Legender คันนี้เดินทาง “ลุย” ไปได้เกือบทุกสถานที่ได้อย่างสบายแน่นอน