Honda City 1.0 Turbo แรงและประหยัด คุ้มค่าในราคาที่ต่ำกว่าเดิมจริงไหม…

          โดยปกติแล้ว รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวทำตลาดมักจะมีราคาที่สูงกว่าหรือเท่ากับรุ่นเดิม จะมีโอกาสน้อยมากที่จะเห็นรถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวมาด้วยราคาที่ต่ำว่ารุ่นเดิม ซึ่ง Honda City รุ่นใหม่นี้ ถือว่าท้าใจมากๆ ไม่รู้ว่าจะได้กำรี้กำไรสักเท่าไหร่ ที่แน่ๆ คนซื้อได้ประโยชน์ไปเต็มๆ 

       และวันนี้ได้มีโอกาสขับจริงและใช้งานจริงๆอยู่กันแบบต่อเนื่องเกือบอาทิตย์ ลองดูว่าทางทีมงาน AUTOSPEED2 จะรู้สึกกับเจ้าค้นนี้อย่างไรกันบ้างครับ…

 

          ที่เกริ่นมาขนาดนี้ เพราะหลังจากที่ได้ทดลองขับทำให้รู้สึกว่าเจ้า Honda City เจนเนอเรชั่นที่ 5 มีหน้าตาสดใหม่ มาพร้อมขุมพลัง 1.0 ลิตร พ่วงด้วยเทอร์โบตัวจิ๋วนี้ มันช่างคุ้มค่า คุ้มราคา ถึงบางคนจะเอาราคาไปเปรียบเทียบกับคู่แข่ง แน่นอนว่าซิตี้ราคารุ่นท็อปสูงกว่าพอสมควร แต่รุ่นย่อยก็ถือว่าไม่ได้สูงมาก ซึ่งถ้าได้ลองขับจริงๆ แล้วจะรู้ได้ทันทีว่ามันมีความแตกต่างกัน ยิ่งถ้าเป็นคนรักฮอนด้าก็ไม่ต้องพูดเยอะ คุณสามารถใช้งานฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ คันนี้ได้อย่างสนุกและมั่นใจแน่นอน

 

            สำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ (Honda City) เป็นหนึ่งในยนตรกรรมที่สำคัญของฮอนด้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นยนตรกรรมสำหรับภูมิภาค (Regional Model) โดยเปิดตัวเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2539  และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เจเนอเรชัน 1 ถึง เจเนอเรชัน 4 ด้วยยอดขายสะสมใน 60 ประเทศทั่วโลกกว่า 4 ล้านคัน ซึ่งภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียเป็นตลาดที่สำคัญของฮอนด้า ซิตี้ เห็นได้จากยอดขายกว่า 100,000 คัน ในปี 2562 (มกราคม – กันยายน 2562) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% จากยอดขายฮอนด้า ซิตี้ ทั่วโลก และประเทศไทย ถือเป็นตลาดหลักของ ฮอนด้า ซิตี้ ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง อีกทั้งเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของฮอนด้าในภูมิภาคอีกด้วย

 

          การออกแบบภายนอกสะดุดตาด้วยเส้นสายที่เฉียบคมจากไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED กระจังหน้าแบบโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว

         ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนทุกสุนทรียภาพให้กว้างขวางกว่าที่เคย ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับสรีระ เพื่อความสะดวกสบายในทุกที่นั่งทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร มาพร้อมความหรูหราและสวยงามยิ่งขึ้นในโทนสีดำ หรือเบาะหนังและภายในสีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ (เฉพาะรุ่น SV) คอนโซลหน้าแบบ Piano Black  มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เป็นต้น

 

     ส่วน ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ รุ่น RS (Honda City RS) ที่เปลี่ยนมุมมองรถซิตี้คาร์ให้สปอร์ตหรูหรามากกว่าที่เคย ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS มาพร้อมกันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว

 

 

         สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง และดึงดูดทุกสายตาด้วยสีภายนอกใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะรุ่น RS

          ส่วนขุมพลังที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญ ฮอนด้าเลือกพัฒนาขุมพลังเทอร์โบใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 12 วาล์ว มาพร้อม Turbo Charger ที่อัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร (เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม)

 

 

         และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร 5 (EURO 5) ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20 ได้อีกด้วย

 

 

          ไม่เพียงเท่านี้ ยังจัดเต็มมาด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)  พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD)  ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)

 

           ในด้านการขับขี่ต้องบอกว่าเปลี่ยนจากเดิมไปแบบสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ระบบช่วงล่างที่ถูกปรับปรุงใหม่ นุ่มและหนึบมากขึ้น สามารถใช้ความเร็วในโค้งได้ดี ในความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ในโค้ง) น้ำหนักพวงมาลัยถือว่าดีที่สุดในรถกลุ่มเดียวกัน และถ้าเทียบกับรถในค่ายเดียวกันถือว่าพวงมาลัยตัวนี้มีน้ำหนักที่ให้ความมั่นใจทัดเทียมกับรุ่นพี่อย่างซีวิคกันเลยทีเดียว

          ด้านอัตราเร่ง ในช่วงออกตัวทำได้กระชับขึ้น ความเร็วในช่วง 60-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นมาเร็วมาก เร็วจนน่าตกใจ ทำให้เผลอแป๊บเดียวความเร็วจะทะลุ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้สบาย แถมยังทำท็อปสปีดได้ถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่นั่นค่อนข้างอันตรายและไม่ควรทำหากใช้งานจริง เพราะระบบช่วงล่างรวมทั้งยางที่ให้มา เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ในความเร็วระดับหนึ่ง ซึ่งหากใช้ความเร็วสูง (หลายคนคิดว่าเมื่อมีเทอร์โบรถจะต้องแรงและเร็วเสมอ)

 

 

          แน่นอนว่าการควบคุมจะต้องอยู่ที่ทักษะของผู้ขับขี่กันแล้ว เมื่อทำความเร็วสูงมากกว่า 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะต้องคุมพวงมาลัยให้แน่นขึ้น ช่วงล่างจะถูกลมตีย้อนจากด้านหลังมากขึ้น แม้ตัวถังรถจะแบนและเตี้ยลง แต่นี่คือรถซิตี้คาร์ไม่ใช่รถที่ทำมาเพื่อใช้ความเร็วสูง ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดี

           แล้วจะมีเทอร์โบมาเพื่ออะไร? ที่จริงแล้วเทอร์โบที่ติดตั้งมามีหน้าที่ทำให้จังหวะการเร่งแซงหรือต้องการใช้ความเร็วแบบเร่งด่วนทำได้รวดเร็ว และกระชับมากขึ้นเท่านั้นเอง คิดดูว่าหากขับรถที่ใช้เกียร์แบบ CVT ตอนออกต่างจังหวัด เมื่อจะต้องเร่งแซงบางครั้งจะต้องรู้จักรอบเครื่องว่าจะทำงานเสริมกำลังให้ทันใจในการเร่งแซงได้ในช่วงรอบเครื่องเท่าไหร่ ซึ่งบางทีทำให้จังหวะเร่งแซงไม่ทันใจ แต่เมื่อมีเทอร์โบเข้ามาช่วยนั่นทำให้การเร่งแซงปลอดภัยขึ้นนั่นเอง นี่คือประโยชน์ที่แท้จริงของเทอร์โบที่ติดตั้งมาในฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ขุมพลัง 1.0 ลิตร คันนี้

 

          ในภาพรวมถือว่าถ้าต้องการรถซิตี้คาร์เอาไว้ใช้งานในชีวิตประจำวัน และต้องการรถที่ให้อัตราเร่งที่ทันใจ ประหยัด ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ทำออกมาได้ตอบโจทย์ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องเปรียบเทียบ ถ้าคุณรักฮอนด้า งานนี้ต้องจัด รับรองไม่ผิดหวัง

 

         ทั้งนี้ สำหรับราคาจำหน่ายของ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น คือ รุ่น RS ราคา 739,000 บาท, รุ่น SV ราคา 665,000 บาท, รุ่น V ราคา 609,000 บาท และ รุ่น S ราคา 579,500 บาท