All-New Nissan Almera อีโคคาร์สุดจี๊ด 1 ลิตร เทอร์โบ ที่คุ้มค่าสุดๆ

คงไม่มีรถรุ่นไหนที่จะพีคไปมากกว่าคันนี้อีกแล้ว “นิสสัน อัลเมร่า ใหม่” (All-New Nissan Almera) ที่มาพร้อมกับความคุ้มค่าที่ไม่ธรรมดา แม้ว่าจะเป็นอีโคคาร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียง 1 ลิตร แต่พ่วงด้วยเทอร์โบ ที่ช่วยให้นิสสัน อัลเมร่า มีความจี๊ดจ๊าด จัดจ้านในการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ รุ่นนี้ มีการปรับสเปคให้สดใหม่ในทุกมิติ มีความกว้างเพิ่มขึ้นจากโฉมก่อนนี้ 45 มม. ความสูงถูกปรับลดลงอีก 40 มม. นั่นทำให้ตัวถังดูแบนและเตี้ยลงอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งปรับขนาดหน้ายางให้กว้างขึ้น 20 มม. เป็นยางขนาด 195/65 R15 ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ในทุกรุ่น แถมยังตั้งสเปคลมยางหน้าเอาไว้ถึง 38 PSI ส่วนด้านหลัง 35 PSI สเปคลมยางดูแปลกๆ ไม่คุ้นเคย แต่กลับทำให้ขับสนุกและช่วงล่างปรับมาได้ดีเลยทีเดียว

รวมทั้งมาพร้อมกับเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) ที่ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยและป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสายบริเวณด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลังของรถ ที่ถือว่ามีความปลอดภัยที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) และเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) และเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection – MOD) ด้วยกล้องสี่ตัวที่ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง

ส่วนระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect (ในรุ่น V และ VL) รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay ใช้งานร่วมกับหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ AIVI พร้อมช่องเชื่อมต่อ Bluetooth, USB และ AUX IN สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง พร้อมลำโพง 6 จุด โดยในรุ่น E และ EL เป็นเครื่องเสียง วิทยุ AM/FM พร้อมระบบเชื่อมต่อ Bluetooth, USB และ AUX-IN พร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง

ในส่วนของหน้าจอแสดงผล (สำหรับรุ่น V และ VL) เป็นมาตรวัดแบบเรืองแสง Fine Vision Meter แบบ Digital ผ่านหน้าจอ TFT หน้าจอสีขนาด 7 นิ้ว แสดงผลข้อมูลการขับขี่ มาตรวัดอุณหภูมิภายนอก และยังเพิ่มความปลอดภัยทั้งในเชิงการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ (Active Safety) และ ระบบลดความรุนแรง  ความเสียหายจากอุบัติเหตุ (Passive Safety) ได้แก่ โครงสร้างตัวถังเป็นแบบ Zone Body Concept เพิ่มความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และกระจายแรงกระแทก เพื่อปกป้องห้องโดยสารและผู้โดยสารกรณีเกิดอุบัติเหตุ  ถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งอยู่ในนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ทุกรุ่น ขณะที่ ด้านข้าง (side airbags) และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง (curtain airbags) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรุ่น VL (รุ่นทั่วไปมี 2 ตำแหน่ง ส่วนรุ่น VL มี 6 ตำแหน่ง) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า ปรับสูง-ต่ำ ได้ เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าเป็นแบบ ELR 3 จุด แบบดึงกลับอัตโนมัติ และผ่อนแรงอัตโนมัติ ด้านหลังเป็นแบบ ELR 3 จุด ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง และยังเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารที่เป็นเด็กด้วยจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX และระบบป้องกันเด็กเปิดประตูจากภายในรถ ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED โดยระบบเบรกหน้าเป็นแบบ ดิสค์เบรก พร้อมช่องระบายความร้อน ขณะที่ด้านหลังเป็นแบบดรัมเบรก..จัดมาให้แบบครบๆ จะมีใครให้มากกว่านี้อีกมั้ย

มาพูดถึงการทดลองขับกันเลยดีกว่า จากที่ทีมงาน Autospeed2 พิจารณาจากสเปคทั้งหมดแล้ว ลงคะแนนเสียงเห็นด้วยว่าในภาพรวมถือว่าทำราคาได้ดีมาก ค่ายรถได้กำไรน้อยหน่อย แต่ให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์มากกว่า ขุมพลัง 1 ลิตร เทอร์โบ ในตลาดตอนนี้มีคู่แข่งเพียงรายเดียว ซึ่งหากพูดกันตรงๆ แล้วรุ่นไหนใครชอบแบบไหนก็ตัดสินใจได้เลย เพราะเมื่อจบการทดลองขับบนเส้นทางจาก จ.ภูเก็ต ไปยัง จ.พังงา แล้วขับกลับมาที่พักในภูเก็ตเป็นระยะทางสองร้อยกว่ากิโลเมตร ถือว่าทำได้น่าประทับใจ

จุดที่โดดเด่นคือ หน้าตาที่สดใหม่ ห้องโดยสารที่กว้างขวาง จัดเต็มในเรื่องของระบบความปลอดภัยไม่แพ้รุ่นใหญ่ และจัดจ้านด้วยพละกำลัง ผสานกับระบบช่วงล่างที่เซ็ตมาได้เหมาะสมเป็นอย่างดี ในย่านความเร็วต่ำ พวงมาลัยมีน้ำหนักที่ค่อนข้างเบามาก จนรู้สึกโหวงๆ แต่เมื่อทำความเร็วสูงขึ้นในระดับ 60-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักพวงมาลัยดีขึ้น แต่ยังรู้สึกเบาไปหน่อยเท่านั้น ซึ่งไม่ต้องกังวลไป เพราะหากขับด้วยความเร็วทั่วไประดับนี้ถือว่าควบคุมได้สบาย แต่หากจะทำความเร็วสูงขึ้นไปแตะ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะรู้สึกหวิวๆ ได้พอประมาณ แต่นั่นดูจะเป็นความเร็วที่มากเกินไปสำหรับการเป็นอีโคคาร์ แถมยังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย

แต่ด้วยการที่มีเทอร์โบเข้ามาช่วยเสริมให้ ขุมพลัง 100 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร ตั้งแต่รอบเครื่องที่ 2,400 ถึง 4,000 รอบต่อนาที นั่นไม่ได้ทำให้รถคันนี้มีคาแรคเตอร์ที่ “แรง” แต่ให้ความ “กระชับและกระฉับกระเฉง” มากขึ้นในเวลาที่จะต้องเร่งแซงแบบเร่งด่วน ซึ่งปกติแล้วหากเป็นเกียร์ CVT ทั่วไป จะต้องรอรอบแล้วเร่งแซง หากรอบเครื่องยังไม่เหมาะสม กระแทกคันเร่งลงไปจะรู้สึกได้เลยว่าเร่งแซงไม่ทันใจ แต่ไม่ใช่สำหรับอัลเมร่า ใหม่ เพราะทำให้การเร่งแซงทำได้ฉับไวมากขึ้น และทำให้การขับขี่ในย่านความเร็วช่วง 60-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ว่องไวมากขึ้นอีกด้วย

แล้วรถคันนี้ทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไหร่..เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ คำตอบคือ คันนี้ทำได้ 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ไม่แนะนำให้ลอง เพราะสเปคยาง ระบบเบรก ไม่ได้ทำให้เหมาะกับการใช้ความเร็วสูงขนาดนั้น หากเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไปถือว่าสมบูรณ์แบบมากกว่า ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากการจับเวลาคร่าวๆ ทำได้ราว 13 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยตามสเปคแจ้งมาที่ 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร แต่เมื่อขับใช้งานแบบที่ใช้ความเร็วในทุกย่านไม่ได้เน้นขับประหยัด และมีการทำความเร็วสูงต่อเนื่อง ที่หน้าจอมาตรวัดแจ้งมาที่ 16 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งหากใช้งานทั่วไปน่าจะมีแตะ 19 กิโลเมตรต่อลิตร ที่มีความเป็นไปได้ด้วยเช่นกัน

โดยสรุปภาพรวมแล้วถือว่าในราคารุ่นท๊อป รุ่น VL ราคา 639,000 บาท เป็นราคาที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์มากๆ เมื่อเทียบกับสเปคทั้งหมด แน่นอนว่าอาจจะมีบางจุดที่ขัดใจไปบ้าง แต่อย่าลืมว่านี่รถคืออีโคคาร์ในระดับราคาเท่านี้…ในตลาดตอนนี้จะมีรุ่นไหนที่คุ้มกว่านี้บ้างล่ะ ส่วนคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน ถือว่าทำได้ดีไม่แพ้กัน แต่ราคาจะต่างกันอยู่ระดับหนึ่ง ถ้ามองกลับมามีงบประมาณไม่มาก อยากได้รถหน้าตาดี ห้องโดยสารกว้าง ประหยัด ขับสบาย Autospeed2 คิดว่า นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ คันนี้แหละ ที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุดเลยทีเดียว

ทั้งนี้ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ (ALL-NEW NISSAN ALMERA) มีตัวเลือก 5 รุ่น ได้แก่ S, E, EL, V และ VL มาพร้อม 6 สี คือ สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) สีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange) สีขาว สตอร์ม ไวท์ (Storm White) สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star) สีเทา กัน เมทาลิค (Gun Metallic) และสีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver)

ราคาจำหน่าย มีดังนี้

รุ่น S 499,000 บาท

รุ่น E 509,000 บาท

รุ่น EL 559,000 บาท

รุ่น V 599,000 บาท

รุ่น VL 639,000 บาท