เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย รับรางวัล HR Asia ในฐานะ “บริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชียปี 2021”

    เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย รับรางวัล HR Asia
    ในฐานะ “บริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชียปี 2021”


    เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้รับรางวัล “บริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชียปี 2021” (Best Companies to Work For in Asia 2021) จาก HR Asia ซึ่งมอบรางวัลนี้ให้กับองค์กรที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย ซึ่งมีบริษัทในประเทศไทยได้รับรางวัลนี้รวมทั้งหมด 52 แห่ง โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์เพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ในปีนี้

    มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ถือว่าได้รับเกียรติอย่างสูงที่บริษัทของเราได้รับรางวัลนี้ รางวัลนี้เป็นรางวัลที่มอบให้กับพนักงานของเราทุกคน และผมอยากขอบคุณพนักงานของเราและทีมงานฝ่ายบุคคลสำหรับการอุทิศตนและความพยายามอย่างเต็มที่สำหรับการทำงานให้ออกมาดีที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่มีความท้าทาย ผมเชื่อว่าการให้ความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงอยู่เสมอสำหรับพนักงานเมอร์เซเดส-เบนซ์คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราสามารถบรรลุผลสำเร็จภายใต้วิสัยทัศน์ของเราได้ เพราะการทำงานที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยนั้น พนักงานทุกคนร่วมกันทำงานด้วยความมุ่งมั่นตรงตามสโลแกนที่ว่า “The Best or Nothing” เสมอ และเราจะยังคงมุ่งมั่นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ทั้งให้แรงบันดาลใจและมีความปลอดภัย บนเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อไป”

    รางวัล “บริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชียปี 2021” (Best Companies to Work For in Asia 2021) จาก HR Asia เป็นรางวัลที่มอบให้กับองค์กรที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย โดยพิจารณาจากการบริหารจัดการภายในองค์กรที่ดี การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม การดูแลเอาใจใส่และสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมในการทำงาน และการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม โดยในปีนี้มีองค์กรไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมเพื่อพิจารณาการมอบรางวัลกว่า 269 แห่ง


    ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยได้รับรางวัลนี้ในปีนี้มีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการที่พนักงานได้รับการสนับสนุนให้สามารถบริหารสมดุลการทำงานและการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการให้ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น และการให้วันลาหยุดพิเศษ (sabbatical leave) และวันลาหยุดประจำปีมากถึง 22 วันต่อปี การมอบสวัสดิการที่ดีแก่พนักงานเพื่อดูและสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงานให้มีความปลอดภัยและทำให้สบายใจที่จะทำงานอย่างเต็มที่ การสนับสนุนเรื่องความหลากหลาย (diversity & inclusion) และกระตุ้นให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอสินค้าและบริการแก่ลูกค้าอย่างดีที่สุด ตลอดจนการตอบแทนคืนสู่สังคมและชุมชน ผ่านโครงการ CSR ด้านการศึกษาหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการเป็นพันธมิตรระยะยาวที่ให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเยาววิทย์ จังหวัดพังงา ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 16 ปี และการสนับสนุนการฝึกอาชีพแก่คนรุ่นใหม่ โดยให้พนักงานของบริษัทได้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกโครงการ


    เกี่ยวกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี
    เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี เป็นผู้รับผิดชอบธุรกิจทั่วโลกของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และรถตู้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยจำนวนพนักงานกว่า 173,000 คนทั่วโลก โดยมี โอล่า คัลเลนเนียส เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนา ผลิต และจำหน่ายรถยนต์ รถตู้ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้น ยังมีเจตนารมณ์ในการเป็นผู้นำของโลกในด้านการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ยานยนต์ไร้คนขับ และยานยนต์ทางเลือก โดยการใช้นวัตกรรมล้ำสมัยต่าง ๆ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วยแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และแบรนด์ย่อย เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เมอร์เซเดส-มายบัค และเมอร์เซเดส-มี รวมทั้งแบรนด์สมาร์ท และแบรนด์อีคิว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์โดยสารระดับพรีเมี่ยมรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2563 บริษัทฯ จำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกือบ 2.4 ล้านคัน และรถตู้กว่า 438,000 คัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ขยายเครือข่ายการผลิตใน 2 กลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตกว่า 40 แห่งใน 4 ทวีป ควบคู่ไปกับแนวทางการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการในด้านยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ของตัวเองทั่วโลกใน 3 ทวีป การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสองกลุ่มธุรกิจ สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ความยั่งยืนหมายถึงการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในระยะยาว ทั้งลูกค้า พนักงาน นักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคมโดยรวม โดยอาศัยพื้นฐานของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของเดมเลอร์ ซึ่งมุ่งรับผิดชอบต่อผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และสังคม จากกิจกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัท และให้ความสำคัญต่อห่วงโซ่คุณค่าโดยรวม