มาลองขับรถ EV เพียวๆทรงสปอร์ตที่มาพร้อมเทคโนโลยี่ที่น่าสนใจ กับ Hyundai Ioniq

มาลองขับรถ EV เพียวๆทรงสปอร์ตที่มาพร้อมเทคโนโลยี่ที่น่าสนใจ กับ Hyundai Ioniq

มาลองขับรถ EV เพียวๆทรงสปอร์ตที่มาพร้อมเทคโนโลยี่ที่น่าสนใจ กับ Hyundai Ioniq

📅27 ตุลาคม 2018, 20:55

       สวัสดีครับทุกๆท่านวันนี้ผมจะพาทุกๆท่านมารู้จักเจ้า Hyundai Ioniq เนื่องจากบริษัท ฮุนได ( ประเทศไทย ) ได้จัดให้สื่อมวลชนมีโอกาสได้มาทดสอบ Hyundai Ioniq รถพลังงานไฟฟ้าที่ทางฮุนได ได้ทำการขายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยและพร้อมส่งรถให้กับลูกค้าได้รับรถแล้ว ณ.วันนี้ ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักรถที่ใช้ระบบทางเลือกใหม่กันก่อน รถที่ขายอยู่ในบ้านเรา มีรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามีอยู่ 3 แบบที่ขายในบ้านเรามีดังนี้

1.Electric car รถยนต์ประเภทนี้จะใช้เฉพาะพลังงานจากแบตเตอรี่ที่ชาร์จมาจากแหล่งอื่นเท่านั้น เช่น ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ ลานจอดรถ หรือเรียกได้ว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% ไม่มีแหล่งพลังงานอื่นอีก นั่นเอง ซึ่งตัวรถเองก็จะไม่มีการวางเครื่องยนต์อะไร มีแต่มอเตอร์และแบตเตอรี่เป็นหลักเท่านั้น

2. Hybrid car รถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบนี้จะเรียกกันติดปากว่าเป็นรถไฮบริด ซึ่งก็จะเป็นเหล่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันธรรมดา แต่สามารถปั่นไฟเก็บสำรองเอาไว้ได้จากการวิ่ง แต่ไม่สามารถชาร์จไฟจากแหล่งพลังงานภายนอกได้ ตัวเครื่องยนต์ยังใช้น้ำมันเป็นหลัก แต่มีแบตเพิ่มเติมเอาไว้สำรองไฟใช้วิ่งตอนความเร็วน้อยๆ หรือจอดนิ่งๆรถติดเท่านั้น

3. Plugin Hybrid แบบที่สามนี้จะเป็นการรวมเอาสองอย่างข้างต้นเข้าด้วยกัน คือ สามารถเติมน้ำมันก็ได้ จะเสียบชาร์จไฟจากที่บ้านมาวิ่งก่อนก็ดี แต่ว่าการวิ่งด้วยไฟฟ้าอาจจะไม่ได้แบบจุใจนัก โดยมากชาร์จไฟทีนึงจะวิ่งกันได้อยู่ที่ราว 30-50 กิโลเมตร จากนั้นก็จะเป็นการวิ่งด้วยน้ำมัน + ปั่นไฟเข้าไปเพิ่ม

          ที่บอกกล่าวไปข้างต้น เพราะซึ่งเจ้า Hyundai Ioniq คันนี้ นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลก ที่มีจำหน่ายในทั้ง 3 รูปแบบ ระบบขับเคลื่อนใน 1 รุ่น ได้แก่ ไฮบริด, ปลั๊กอิน ไฮบริด และอีวี แต่รุ๋นที่ขายในประเทศไทยนั้นทางฮุนไดประเทศไทยนำเข้ามานั้นเป็นแบบ Electric car (Plug-in car หรือ All Electric นั้นเองซึ่งในช่วง 2 ปีมานี้บ้านเรานั้นเริ่มจะสนใจรถระบบ EV แบบนี้มากขึ้นเยอะแถมยังได้รับการสนับสนุนเรื่องราคาจากภาครัฐอีกด้วย เพราะน้้ามันมันแพงขึ้นทุกวัน Electric car จึงจะมาตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ทำให้ไม่เกิดมลพิษทางอากาศอีกด้วย

       มุมมองภายนอกที่เห็น Hyundai Ioniq  ภายนอกได้รับการออกแบบโดยเน้นที่ปัจจัยหลัก 2 อย่าง คือ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพ ทำให้มีบุคลิกของความเป็นรถยนต์แห่งอนาคต รูปทรงตัวรถเป็นแบบรถแฮ็ทช์แบ็กทรงสปอร์ต มาพร้อมเส้นสายที่พลิ้วไหว รวมถึงการออกแบบตัวถังส่วนต่างๆเช่น ช่องดักลมที่ล้อคู่หน้า, สปอยเลอร์ด้านหลัง, ดิฟฟิวเซอร์     ชายล่างประตูทั้งสี่บาน แผ่นปิดใต้ท้องรถ รวมถึงล้ออัลลอย ทั้งหมดนี้ ทำให้อากาศสามารถไหลผ่านตัวรถได้อย่างสะดวกและลื่นไหลตามหลักอากาศพลศาสตร์  ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำเพียง 0.24 และยังรวมถึงการลดน้ำหนักตัวรถ ด้วยการเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างอลูมิเนียมในการผลิตฝากระโปรงหน้า และฝากระโปรงท้าย ทำให้สามารถลดน้ำหนักลงไปได้ถึง 12.6 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับเหล็กทั่วไป

 

 

       ภายนอก บ่งบอกความเป็น EV เนื่องจาก  Hyundai Ioniq  เป็นรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ดังนั้น กระจังหน้าจึงถูกออกแบบในลักษณะปิดทึบ เนื่องจากไม่ต้องใช้งานเพื่อการระบายความร้อนเครื่องยนต์ แต่ยังคงไว้ซึ่งความพลิ้วไหว และสะอาดตา ด้วยสีเทาเข้ม ไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวัน ไฟหน้าและไฟท้ายเป็นแบบ LED บริเวณชายกันชนด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งชายประตูทั้ง 4 บาน ถูกตกแต่งด้วยสีทองแดง ที่สื่อถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

 

 

 

     ภายในกว้างเอาเรื่องอยู่ ขนาดตัวใหญ่อย่างผมก้อนั่งสบายแถมจัดเต็มด้วยเทคโนโลยี่ในการขับขี่พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใส่ให้มาเพียบ ภายในห้องโดยสาร Hyundai Ioniq มีความกว้างขวางและสะดวกสบาย จากการที่ผมเป็นคนตัวใหญ่พอตัวอยู่ก้อสามารถนั่งขับ หรือนั่งเป็นผู้โดยสารนั้นแบบสบายๆ โดยเฉพาะที่นั่งของผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งมีความโปร่งและกว้างขวางเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบเกียร์ ถูกออกแบบให้เป็นแบบระบบปุ่มกด หรือ shift by wire ซึ่งถูกติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งผู้ขับขี่ สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการเพียงปลายนิ้วสัมผัส นอกจากนี้ยังมีระบบเบรคมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold ที่ช่วยหยุดรถชั่วขณะในสภาพการจราจรติดขัด และระบบ wireless charging ที่สามารถชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ เพียงวางโทรศัพท์บริเวณช่องชาร์จด้านซ้ายของปุ่มเลือกตำแหน่งเกียร์ระบบความบันเทิง สามารถควบคุมได้ผ่านหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถเลือกฟังก์ชันเพื่อความบันเทิงได้ตามต้องการ เช่น ระบบวิทยุ พร้อมระบบเชื่อมต่อบลูทูธ, ช่องต่อระบบ USB และ AUX  ระบบปรับอากาศภายในรถยนต์เป็นแบบ Dual Zone ที่เลือกปรับอุณหภูมิแยกอิสระสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

 

 

      ขุมพลังไฟฟ้า 120 hp 295 n/m  topspeed 165  km/h  ขับเคลื่อนโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ที่ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า (88kW) แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ single-speed สามารถเลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง ความเร็วสูงสุดที่ 165 กม./ชม.

 

      3 โหมดการขับขี่เปลี่ยนได้อารมย์ก้อเปลี่ยนไปพร้อมสีที่หน้าจอ หน้าปัดแสดงการทำงานของระบบต่างๆบริเวณคนขับ เป็นหน้าปัดความละเอียดสูงขนาด 7 นิ้ว แบบ TFT ที่แสดงข้อมูลพื้นฐานต่างๆของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ระยะทางที่สามารถวิ่งได้ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง, ระดับพลังงานของแบตเตอรี่ รวมถึงข้อมูลอื่นๆของตัวรถที่จำเป็น ซึ่งผู้ขับขี่ สามารถเลือกดูได้ผ่านปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย หน้าปัดนี้ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ ตามรูปแบบการขับขี่ โดยผู้ขับขี่ สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ ผ่านปุ่ม ‘drive mode’ บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal และ Sport

 

ในโหมด Eco หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วแบบรถยนต์ปกติ และแถบสีเขียวบริเวณตัวเลขความเร็ว พร้อมไฟแสดงสถานะโหมด Eco สีเขียว

ในโหมด Normal หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วแบบรถยนต์ปกติ จากแถบสีเขียวในโหมด Eco จะถูกเปลี่ยนเป็นแถบสีเทา และไม่มีไฟแสดงสถานะโหมด Normal

ในโหมด Sport หน้าปัดจะถูกเปลี่ยนจากมาตรวัดความเร็ว เป็นมาตรวัดแสดงสถานะกำลังการขับเคลื่อนของรถจาก 0 ถึง 100 เปอร์เซนต์ ในรูปแบบอนาล็อกพร้อมแถบสีแดง ตรงกลางจะแสดงความเร็วแบบตัวเลขดิจิตอล ที่จะถูกไล่ลำดับขึ้นไปตามความเร็วของรถยนต์

ชาร์จไฟ 30 นาที วิ่งได้ 280 กิโลเมตร แบตเตอรี่ขนาด 28 kWh แบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ แบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนนั้น เป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ ซึ่งมีประสิทธิภาพการชาร์จไฟที่ดี และมีหน่วยความจำรอบการชาร์จไฟที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบนิกเกิล เมทัล ไฮดราย สำหรับในฮุนได ไอออนิก อิเล็กทริกนั้น เป็นแบตเตอรี่ขนาด 28 kWh ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 280 กิโลเมตร ใช้เวลาในการชาร์จไฟแบบปกติอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที โดยประมาณ และการชาร์จไฟแบบ quick charge ที่กำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW จะใช้เวลา30 นาที และ 23 นาทีโดยประมาณ ด้วยกำลังการชาร์จไฟขนาด 100 kW โดยแบตเตอรี่นี้ ถูกติดตั้งอยู่ใต้ที่นั่งของผู้โดยสารตอนหลัง แต่ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ที่สามารถบรรจุสัมภาระได้สูงสุดถึง 650 ลิตร

 

 เพียงคุณขยับ paddle shift Hyundai Ioniq โดยการปรับระดับในการชาช์จไฟฟ้าเข้าไปในขณะขับมากขึ้นนั้นจะทำให้คุณไปได้ไกลกว่าเดิม  เนื่องจากมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดกับระบบ regenerative braking system ที่สามารถควบคุมได้ด้วยปุ่ม paddle shift บริเวณด้านหลังพวงมาลัย มีทั้งหมด 4 ระดับ โดยแต่ละระดับ จะเป็นระดับการนำพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่จากมากไปน้อย เพียงผู้ขับขี่กดปุ่ม paddle shift รถยนต์จะลดความเร็วโดยอัตโนมัติ ระบบเบรกจะทำงานเพื่อให้ระบบ regenerative braking system ทำงาน และนำกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อช่วยให้มีระยะทางการวิ่งที่ยาวขึ้น

ขับแล้วเป็นไงบ้างผมจะเล่าให้ฟัง ความรู้สึกแรกอาจจะยังชินแต่วิ่งซักพักจะไม่อยากเลิก เส้นทางทดสอบนั้นค่อนข้างจะสั้นไปหน่อยเนื่องจากรถ Hyundai Ioniq  เป็นรถไฟฟ้าต้องชาช์จไฟฟ้าตามระยะทางและสื่อมวลชนที่มาทดสอบค่อนข้างเยอะดังนั้นระยะทางจึงได้ทดสอบน้อย ต้องเข้าใจ แต่ก้อสามารถทำความเร็วสูงสุด การใช้ระบบโหมดการขับขี่และระบบช่วยในการขับขี่ได้เยอะเอาเรื่องอยู่ เริ่มจากเบาะที่ปรับได้เยอะจึงทำให้นั่งขับได้สบายๆตามสไตล์คนตัวใหญ่อย่างผม ขับได้ก้อจัดเต็มกำลังเท้า หน้าปัดแสดงการทำงานของพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าว่ากี่เปอร์เซ็น ผมจัดไป  70 % และเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 100 % ความรู้สึกเหมือนขับฮุนได วีลอสเตอร์ SORTS CAR 5 ประตูของฮุนไดเลย ที่รู้สึกอีกอย่างคือความเงียบ เพราะไม่มีเสียงเครื่องยนต์เข้ามารบกวนใจ พวงมาลัยค่อนข้างคม ช่วงล่างนุ่มนวลดี ตามความเร็ว ที่นี้ก้อลองปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานดูว่าจะแตกต่างกันมากไหม ก้อถือว่าปรับเปลี่ยนตอบสนองได้อย่างดี โดยเฉพาะโหมด SPORT นั้นทำให้ความน่าเบื่อในการขับขี่แบบธรรมดานั้นมีชีวิตชีวาขึ้นมามากเหลือเกิน ที่นี้มาลองระบบช่วยในการขับขี่ เช่นการเตือนมุมอัพสายตา Blind Spot Detection  ระบบเตือนออกนอกเลนพร้อมดึงกลับเบาๆ Lane Departure Warnning-LDW, ระบบ Lane Keeping Assist-LKA นำรถกลับช่องทางเดิมนั้น ทำได้อย่างแม่นยำและใช้งานได้ดีมาก อีกระบบที่เป็นไฮไลท์อีกอย่างของเจ้า Hyundai Ioniq 

 

         ก้อคือระบบ Smart Cruise Control-SCC อัจฉริยะควบคุมความเร็ว ความสามารถรักษาระยะห่างของรถคันหน้าพร้อมทั้งชะลอหรือเร่งตามได้โดยการปรับได้ที่พวงมาลัยเพียงปลายนิ้ว โดยเมื่อความเร็วของรถลดลงจนถึงจอดสนิทแต่ต้องไม่เกิน 3 วินาที แต่เมื่อรถคันหน้าที่เราล็อคไว้เคลื่อนที่ออกไปก็จะเร่งความเร็วตามที่ตั้งไว้ทำให้การทำงานลักษณะนี้ถึงแม้นว่าจะมีติดตั้งใช้งานในรถที่ขายในประเทศไทยบ้างแล้วแต่ก้อไม่มีประสิทธิภาพเท่า Hyundai Ioniq เพราะขนาดรถคันหน้าจะเลี้ยวโค้งก็ตามได้อย่างแม่นยำโดยการจับล๊อครถขันหน้านั้นมุมค่อนข้างกว้างดั้งนั้นจึงทำให้คุณไม่ขาดการล๊อคควบคุมความเร็วแบบล็อคคันหน้าได้เลย ถือว่าเป็นระบบที่น่าใช้มากจริงๆ

          สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ การการันตีของ Hyundai Ioniq ซึ่งทางฮุนได (ประเทศไทย) บอกกับทีมงาน Autospeed2 ว่าถึงจะเป็นไฟฟ้าแต่ทางเรารับประกันถึง 3 ปีหรือ100,000 กิโลเมตร กันเลยทีเดียว และรับประกันแบตเตอรี่ไฟฟ้าถึง 8 ปีเต็มอีกด้วยก้อนับว่าเป็นรถที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวกับค่าตัว ฮุนได ไอออนิค อิเล็กทริก ที่ 1,749,000 บาท

         

        แถมตัวรถที่ขายในบ้านเรายังเป็นตัวสเป๊คยุโรบอีกด้วย ท่านใดสนใจทดลองขับเจ้า Hyundai Ioniq ก้อเชิญที่ศูนย์บริการฮุนไดใกล้บ้านท่านได้แล้ววันนี้นะครับ แล้วคุณจะพบว่ารถไฟฟ้าตันนี้น่าใช้แค่ไหนครับ

 

 

Share this article: