Ford Ranger Raptor ออฟโรดความเร็วสูง คันเดียวจบ ครบ ลุย!

Ford Ranger Raptor ออฟโรดความเร็วสูง คันเดียวจบ ครบ ลุย!

Ford Ranger Raptor ออฟโรดความเร็วสูง คันเดียวจบ ครบ ลุย!

📅09 กันยายน 2018, 03:06

 

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดทริปพิเศษ เชิญให้ Autospeed2 เข้าร่วมพิสูจน์สมรรถนะของ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” กระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ที่อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) พร้อมความแรงจากนวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซล Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และระบบ Terrain Management System (TMS) พร้อมโหมดการขับขี่ 6 รูปแบบ รวมถึงโหมดบาฮา บนเส้นทางที่ท้าทายเพื่อการขับขี่ทุกรูปแบบโดยเฉพาะการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ตอกย้ำนิยาม “เกิดมาแกร่ง” งานแบบนี้ Autospeed2 ไม่มีพลาด เพราะเจ้าแร็พเตอร์คันนี้เป็นรถที่ต้องลองและต้องจอง!

               

เริ่มต้นการทดลองขับด้วยการออกเดินทางไปยังอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เริ่มจากการใช้การขับขี่โหมดปกติ ที่มอบความนุ่มนวล ประหยัดน้ำมัน โดยสามารถเลือกการขับขี่แบบแมนนวล ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงได้เอง เพื่มความสนุกสนานในการขับขี่บนถนนทั้งทางเรียบและทางคดเคี้ยวขึ้นลงเขา หรือเลือกการขับขี่โหมดสปอร์ต ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้น และด้วยพวงมาลัยของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่มาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบา ทำให้เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วตามความต้องการ ผนวกกับการออกแบบภายในตามดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ที่มอบความสะดวกสบาย เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยตลอดการเดินทางบนเขาใหญ่ 

หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังสนาม 8 Speed เขาใหญ่ ที่ถูกปรับให้เป็นสนามออฟโรดสุดท้าทาย พร้อมรับการบุกตะลุยบนทุกสภาพพื้นผิวด้วยระบบ Terrain Management System (TMS) ในโหมดการขับขี่ออฟโรดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งสามารถเลือกได้จากปุ่มบนพวงมาลัยอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น โหมดหิน สำหรับพื้นผิวในเขตภูเขาลาดชัน ใช้ความเร็วต่ำ เน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ โหมดหญ้า/กรวด/หิมะ ที่ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ ซึ่งระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ โหมดโคลน/ทราย ที่สามารถปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและเปลี่ยนสภาพได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง

 

ในวันถัดมาออกเดินทางสู่ทุ่งกังหันลมห้วยบง ซึ่งทีมงานได้จำลองให้เป็นสนามทดสอบการขับขี่สุดทรหดเฉพาะกิจ เพื่อพิสูจน์การขับขี่ออฟโรดสมรรถนะสูงบนทุกสภาพพื้นผิว บนเส้นทางทรายสุดวิบากและเส้นทางกรวดหินแสนทรหดที่มีพื้นผิวที่ลื่น เป็นหลุมเป็นบ่อ ด้วยการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง โดยใช้โหมดบาฮา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Baja 1000 รายการแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ ในโหมดนี้ ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้นและเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม พิสูจน์ประสิทธิภาพเหนือชั้นของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่มาพร้อมโช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ Fox Racing Shox เพื่อซับแรงกระแทกเมื่อขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง และยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อลุยทุกสภาพพื้นผิวอันสมบุกสมบันเป็นพิเศษสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะ

โดยรวมแล้วกับการขับบังคับควบคุม ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ บนถนนทั่วไปด้วยการขับเคลื่อนแบบออโต้ในโหมดปกติมีความต่างจากเรนเจอร์ ไวด์แทร็ค ในเรื่องของอัตราเร่งและการเปลี่ยนเกียร์เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเปลี่ยนสู่โหมดสปอร์ตแล้วอารมณ์เปลี่ยนทันที ทั้งอัตราเร่งและการควบคุมที่จัดจ้านมากขึ้น ขุมพลังดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo ขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้แรงม้าสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบต่อนาที และแรงบิดระดับ 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,000 รอบต่อนาที ที่ทำงานร่วมกับเทอร์โบแรงดันสูงแต่มีขนาดเล็กร่วมกับเทอร์โบลูกใหญ่ที่มีแรงดันต่ำกว่าทำให้อัตราเร่งทำได้น่าประทับใจ เสียงเครื่องยนต์คำรามแบบทุ่มต่ำสร้างอารมณ์สนุกได้อย่างไม่น่าเชื่อ และด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดที่ผลิตจากเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทที่ให้ความทนทาน มีน้ำหนักเบา ให้อัตราการทดเกียร์ที่แคบ เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำ รวมเร็วและต่อเนื่อง ไม่รู้สึกถึงจังหวะการเปลี่ยนเกียร์เลยแม้แต่น้อย ทำให้การขับลื่นไหลได้อย่างวิเศษ แล้วยังให้ Paddle Shift มาใช้งานอีกด้วย

ในช่วงทางตรงมีระยะทางพอที่จะทำท็อปสปีดได้..ไม่รอช้าปรับเข้าสู่โหมดสปอร์ตพร้อมออกตัวกดคันเร่งในทันที (แร็พเตอร์ มี 6 โหมดการขับให้เลือกคือ โหมดปกติ, สปอร์ต, หญ้า/กรวด/หิมะ, โคลน/ทราย, หิน และ บาฮา) รอบเครื่องกวาดสูงขึ้นพร้อมกับความเร็วในการออกตัวที่ไม่ได้รู้สึกถึงแรงดึงให้ติดเบาะ แต่ความเร็วประสานแรงบิดสร้างพละกำลังได้อย่างต่อเนื่องจาก 0-100 กม./ชม. เพียงไม่กี่อึดใจ แล้วเข้าสู่ความเร็วช่วง 140 กม./ชม. ไปถึง 168 กม./ชม. จากนั้นเข็มความเร็วจะไม่ค่อยกระตือรือร้นสักเท่าไหร่…ผลที่ได้คือ อัตราเร่งช่วงต้นและกลางในระดับที่เป็นรถกระบะทำได้ดี แต่ช่วงปลายจะตันๆ เสียงในห้องโดยสารค่อนข้างเงียบมีเสียงเครื่องยนต์ขู่เข้ามาพอให้สนุก เสียงยาง All Terrain BF Goodrich ขนาด 285/70 R17 ที่บดไปกับถนนน้อยมาก การเก็บเสียงลมดีมาก จะเริ่มได้ยินเสียงลมเข้ามาในช่วงความเร็วตั้งแต่ 140 กม./ชม. เป็นต้นไป

ระบบช่วงล่างของ FOX Racing Shox ที่ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มม.ทั้งคู่หน้าและหลัง ที่ออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อซับแรงกระแทกขณะขับแบบออฟโรด เมื่อขับบนพื้นผิวทางที่เรียบ ระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass Technology) ก็ทำให้การขับบนทางเรียบราบรื่นและยึดเกาะโค้งได้อย่างน่าประทับใจ แต่มีจุดที่ควรระวังคือ หากใช้ความเร็วสูงบนทางแบบนี้ ต้องเผื่อระยะเบรกเอาไว้มากกว่าปกติ เพราะด้วยน้ำหนักตัวถังที่ค่อนข้างมาก อย่าเผลอเป็นอันขาด! แม้ว่าระบบเบรกจะมาด้วยชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นมาเฉพาะรุ่น โดยคาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5 มม. พร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้น 332×32 มม. และยังเป็นครั้งแรกที่ใส่ดิสก์เบรกหลังมาพร้อมกับระบบ Brake Actuation Master Cylinder คู่กับคาลิปเปอร์เบรกขนาด 54 มม. ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดีขึ้น แต่ผู้ขับควรเว้นระยะห่างจากคันหน้าในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดด้วยเช่นกัน

ในส่วนของการขับแบบทางเรียบถือว่าทำได้ดีมากหากเทียบกับคู่แข่งในตลาด จุดที่ต้องชมคือช่วงล่างที่รองรับการใช้งานได้ในทุกย่านความเร็ว คนนั่งเบาะหลังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าด้านหลังนุ่มนวล ไม่กระด้าง เวลาเข้าโค้งไม่เวียนหัว ไม่เหมือนนั่งรถกระบะ จะมีข้อติติงที่ว่าเมื่อนั่งเดินทางนานๆ จะมีอาการเมื่อยหลังอยู่บ้าง เพราะองศาเบาะหลังที่ชันไปหน่อยเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นรถกระบะความเร็วสูงอย่างแท้จริง (รวมทั้งเป็นตัวดึงดูดใบสั่งเพราะขับรถเร็วด้วยเช่นกัน)

ด้านการขับบนเส้นทางแบบออฟโรด พื้นผิวทางส่วนใหญ่เป็นหญ้า กรวด ทราย และโคลน ทำให้ต้องเลือกระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ 4H และเปลี่ยนโหมดเป็นบาฮา (BAHA) จุดนี้ทำได้ประทับใจสุดๆ เมื่อระบบสามารถรองรับการขับได้อย่างแม่นยำ เมื่อรถเสียอาการไม่ว่าจะเป็นลื่นไถล ท้ายกวาด ผู้ขับสามารถแก้ไขได้ง่าย ซึ่งแชสซีของแร็พเตอร์ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-AlloY) เพื่อการขับแบบออฟโรดด้วยความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทก แถมยังลุยได้มากกว่าทั่วไปด้วยความสูงใต้ท้อง 283 มม. และมีมุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา ซึ่งมากพอที่จะขับผ่านหลุมและเนินไปได้แบบไม่ต้องกังวล

จุดที่ทำให้แร็พเตอร์ถูกพูดถึงคือ ภาพการลอยอยู่บนอากาศจากการขับด้วยความเร็วสูงขึ้นเนินแล้วรถเหินลอยอย่างสวยงาม เชื่อหรือไม่ว่าเมื่อตัวรถกระแทกลงมาบนพื้น พวงมาลัยยังคงนิ่ง แค่อย่าตกใจและจับพวงมาลัยเอาไว้ตรงๆ แล้วเดินคันเร่งต่อไปแบบเนียนๆ คุณจะสามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย ช่วงล่างที่แข็งแกร่งถูกสร้างมาเพื่อการใช้งานอย่างนี้ และ โช้คอัพคู่หน้าและหลังของ Fox Racing Shox ทำหน้าที่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ถึงอย่างนั้น ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แม้ว่าจะเหนือว่ารถกระบะตัวท็อปๆ ของหลายเจ้า ในเรื่องของสมรรถนะ แต่ยังไม่ถึงกับเทียบชั้นรถแข่งออฟโรด ระบบช่วงล่างเกาะถนน แชสซีแข็งแรงรองรับการใช้งานได้อย่างหนักหน่วง ยาง All Terrain BF Goodrich ขนาด 285/70 R17 ที่ติดตั้งมาถือว่าใช้งานได้เหมาะสม อัตราสิ้นเปลืองจากที่ใช้งานตลอด 2 วัน อยู่ราวๆ 12 กิโลเมตรต่อลิตร หากถามว่าคุ้มหรือไม่กับการจ่าย 1,699,000 บาท เพื่อรถกระบะความเร็วสูง ที่พร้อมลุยในทุกพื้นที่อย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คันนี้..คำตอบคือ “คุ้ม” นั่นไม่ใช่เพียงเพราะความสมเหตุสมผลของการวิจัยพัฒนา วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี โหมดการขับขี่ สมรรถนะโดยรวม ระบบช่วงล่าง โช้คอัพ และความสวยงาม ดุดัน ของการออกแบบทั้งภายนอกและภายในเท่านั้น แต่นึกถึงการไปหาซื้อโช้คอัพ ปรับจูนช่วงล่างและอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพื่อให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าแร็พเตอร์คงต้องใช้งบประมาณอีกพอสมควร ซึ่งไม่มั่นใจว่าจะจบในทีเดียวหรือไม่ ซึ่งเมื่อฟอร์ด จัดให้แร็พเตอร์มากขนาดนี้ และมีโหมดการขับมาให้ถึง 6 แบบตามการใช้งาน และมีโหมดบาฮาที่ฉลาด ฉับไว คาแร็คเตอร์เหมือนเจ้าไดโนเสาร์แร็พเตอร์ในหนังของสปีลเบิร์กอีกด้วยยิ่งทำให้มีความคุ้มค่ามากขึ้น

แต่ข้อตำหนิก็มีเช่นกัน ไหนๆ ให้เบาะปรับไฟฟ้าฝั่งคนขับมาแล้ว น่าจะเพิ่มฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าเพิ่มไปด้วย รวมทั้งการสั่งงานด้วยเสียงที่ต้องใช้เสียงดังพอประมาณในการสั่ง ไม่อย่างนั้นระบบจะไม่ทำงานให้ เบาะหน้าดีมาก กระชับลำตัวและรองรับสรีระได้อย่างพอดีต่างกับเบาะหลังที่หากเข้าโค้งหนัก คนนั่งต้องกลิ้งเป็นลูกขนุน ต้องจับยึดกับตัวยืดตลอด และปัญหาสำหรับคนเข้าห้างคือ มันมีตัวถังขนาดใหญ่ที่เกือบจะล้นช่องจอดทั้งด้านข้างและด้านหน้า (ใหญ่และยาว) ความสูงตัวรถ 1,873 มม.นั้นไม่เท่าไหร่ แต่ความกว้าง 2,180 มม. กับความยาว 5,398 มม. และระยะช่วงล้อหน้าและหลังที่กว้างถึง 1,710 มม. น่าจะทำให้เจ้าของแร็พเตอร์ต้องอาศัยทักษะการจอดที่มากหน่อย

เอาเป็นว่าถ้างบประมาณพร้อม รักรถสไตล์นี้ Autospeed2 ฟันธงเลยว่า “คุ้ม” จบๆ ในทีเดียว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมอีกแล้วล่ะ แต่ขอแนะนำว่าอย่าเอาไปขับกระโดดเนินหรือวิ่งรูดกันนะ เพราะในชีวิตจริงมีผู้ร่วมทางอีกมาก หากผิดพลาดเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไปกันใหญ่ แม้ว่ารถจะสมบูรณ์แบบ แต่ผู้ขับขี่ต้องพร้อมและนึกถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญด้วย การทดลองสมรรถนะที่เกิดขึ้นนี้เป็นการขับโดยที่มีการเตรียมพร้อมด้านพื้นที่และความปลอดภัยมาเป็นอย่างดี ถึงทำให้รู้ซึ้งถึงสมรรถนะที่แท้จริงของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้ขนาดนี้ ..เชื่อเถอะ คงไม่โอเวอร์เกินไปที่จะบอกว่ามันเป็นรถกระบะที่ดีที่สุดในตอนนี้จริงๆ

 

Share this article: