Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รหัสแรงที่ขับได้ในทุกวัน

Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รหัสแรงที่ขับได้ในทุกวัน

Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รหัสแรงที่ขับได้ในทุกวัน

📅02 กันยายน 2018, 11:27

ความสุขของการเป็นเจ้าของรถที่มีสมรรถนะสูง ไม่ใช่เพียงแค่มีเครื่องแรงๆ เท่านั้น แต่มันยังมีส่วนประกอบอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งห้องโดยสาร ระบบช่วงล่าง ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีสุดล้ำ อย่างเช่นรถคันนี้ที่มีพร้อมในทุกอย่าง นั่นคือ “Mercedes-AMG รุ่น C 43 4MATIC Coupé” ที่ Autospeed2 ลองแล้วต้องยอมรับว่ามันช่างเย้ายวนใจจริงๆ

Mercedes-AMG รุ่น C 43 4MATIC Coupé คันนี้เป็นรุ่นประกอบในประเทศเป็นครั้งแรกของเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับการผลิตรถยนต์ Mercedes-AMG นอกเหนือจากที่ผลิตในโรงงานของเดมเลอร์ เอจี โดยมีการเปิดตัวครั้งแรกที่สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ซึ่งถือเป็นสนามแข่งรถยนต์แห่งแรกของประเทศไทย ที่ตั้งชื่อตามพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ ภาณุเดช ทรงชนะเลิศการแข่งขันครั้งแรก ในรายการ Coupe de Prince Rainier ที่เซอร์กิตเดอโมนาโก (ปัจจุบันคือ โมนาโกกรังด์ปรีซ์) ทำให้เจ้า C 43 4MATIC Coupé คันนี้ มีภาพลักษณ์ของความแรงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé เป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงในตระกูล 43 ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นตามหลักปรัชญา “Driving Performance – ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ” ได้อย่างไร้ที่ติ พร้อมทั้งยังผสมผสานนวัตกรรมของรถสปอร์ตและรถแข่งไว้ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

หากมองที่การออกแบบตัวถังจะเห็นว่านักออกแบบของ Mercedes-AMG เน้นให้เห็นถึงความปราดเปรียว แฝงด้วยความเคร่งขรึม มีการตกแต่งฝาครอบเครื่องยนต์ด้วยแถบสีแดงทรงวี เพื่อสะท้อนสมรรถนะเครื่องยนต์แบบวี 6 สูบเทอร์โบคู่ อีกทั้งจุดเด่นอื่นๆ ที่น่าสนใจ อย่างฝากระโปรงหน้าแบบยาว ตัวถังที่กว้างขึ้น ประตูแบบไร้ขอบ กรอบกระจกมองข้างสีดำแบบลอยตัวจากตัวถัง ขอบตกแต่งสีดำเงาบริเวณด้านข้างตัวรถและกรอบหน้าต่าง เส้นสายด้านข้าง ตัวรถที่ยาวลงไปถึงซุ้มล้อหลัง พร้อมปลายท่อไอเสียเสริมโครเมี่ยม 2 ท่อพร้อมตัวแบ่งตรงกลางที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน, ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System, ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กระจังหน้า diamond grille สีเงิน พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และ AMG,  AMG Bodystyling (กันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้าง), ล้ออัลลอยดีไซนสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19”, ยางรถยนต์แบบ Run-flat พูดได้ว่าจัดมาให้พร้อมโดยที่ไม่จำเป็นต้องหาอะไรมาตกแต่งเพิ่มเติมกันอีกแล้ว

ส่วนภายในห้องโดยสารเน้นให้มีความรู้สึกของความสปอร์ต เร้าใจ ด้วยพวงมาลัย AMG Performance แบบสปอร์ตท้ายตัด ตกแต่งด้วย DINAMICA microfibre ที่ปรับการทำงานตามระดับความเร็ว ซึ่งมีค่าการแปรผันของการตอบสนองหลายระดับ ช่วยให้การเข้าโค้งเป็นไปอย่างคล่องตัวและเหมาะสมที่สุด โดยพวงมาลัยนี้มีความแม่นยำสูงและตอบสนองต่อการหมุนของผู้ขับขี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ, ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า, วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 พร้อม Touchpad และ Controller, ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ตกแต่งภายในด้วยลาย AMG Carbon-fibre และอะลูมิเนียม ดูหรูหราและให้อารมณ์ความสนุกในการขับขี่ในทุกช่วงความเร็ว

Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ยังมาพร้อมกับระบบช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL แบบสปอร์ตเป็นระบบมาตรฐาน พร้อมความสบายให้ทุกคนในห้องโดยสารแม้ขณะเดินทางไกล โดยเพลาหน้าใช้เทคโนโลยี 4-ลิงก์ มีแกนบังคับเลี้ยวที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมข้อต่อรับน้ำหนักบริเวณแกนจับยึดล้อแบบสปริง เพื่อเสริมการยึดถนนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ การตั้งค่ามุมแคมเบอร์ของล้อให้เป็นค่าลบ (negative camber) ที่สูงขึ้นทั้งเพลาหน้าและเพลาหลังนั้น ช่วยควบคุมแรงกระทำจากด้านข้างให้เอื้อต่อการขับขี่มากที่สุด ค่าความยืดหยุ่นของเพลาที่ปรับตั้งตามหลักจลนศาสตร์ (elastokinematics) ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะและความคล่องตัวของรถ อีกทั้งยังช่วยลดอาการเอียงของรถขณะเข้าโค้ง  เพิ่มความเร่งของแรงกระทำด้านข้างเสริมการยึดเกาะของรถกับพื้นถนนและช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถในย่านความเร็วสูงได้ดีขึ้น ทั้งยังสามารถปรับตั้งค่าระบบรองรับแรงสะเทือนได้ 3 รูปแบบ คือ Comfort, Sport และ Sport Plus

เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้ติดตั้งระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่มีให้เลือกอีก 5 โหมด คือ Eco, Comfort, Sport, Sport Plus และ Individual โดยโหมดการขับขี่แบบ Sport Plus จะสามารถเร้าอารมณ์ได้ถึงขีดสุด และยังช่วยให้สัมผัสถึงจิตวิญญาณของแบรนด์ AMG ได้อย่างถึงใจด้วยการทำงานของกลไกที่จะชะลอการทำงานภายในกระบอกสูบขณะที่มีการเปลี่ยนเกียร์ พร้อมชะลอการทำงานของกลไกการฉีดน้ำมันและการจุดระเบิด ขณะที่ลิ้นปีกผีเสื้อเปิดกว้างที่สุด ซึ่งจะช่วยให้กลไกการเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากจะมีทั้งความแรงแบบสุดขั้วแล้ว ยังเป็นตัวแรงที่ประหยัดอีกด้วย โดยติดตั้งระบบ ECO start/stop และกลไกพิเศษ sailing ที่ช่วยให้รถเคลื่อนไปข้างหน้าต่อได้ โดยอาศัยระบบคลัทช์จำกัดแรง (overrun mode) ที่จะทำงานในโหมดการขับขี่แบบ ECO เท่านั้น ซึ่งเมื่อถอนเท้าออกจากคันเร่งขณะรถวิ่งด้วยความเร็วตั้งแต่ 60-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบคลัทช์จะหยุดการตอบสนอง ระบบส่งกำลังจะสั่งการให้เครื่องยนต์และระบบเกียร์หยุดทำงานร่วมกัน โดยระบบไฟฟ้าจะเข้ามาทำงานแทนเพื่อลดรอบเครื่องยนต์จนหยุดนิ่ง ในขณะที่แรงต้านของการเคลื่อนที่จะถูกลดทอนลงจากทั้งแรงอัดและแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ที่เกิดจากการทำงานของระบบคลัทช์จำกัดแรง

ในส่วนของขุมพลังแบบ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3,000 ซีซี เทอร์โบคู่แบบ Bi-Turbo แรงม้าสูงสุดที่ 367 แรงม้า ที่ 5,500-6,000 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,200 รอบต่อนาที มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 4.7 วินาทีเท่านั้น และทำความเร็วสูงสุดได้ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเครื่องยนต์รุ่นหนึ่งในระบบบลูไดเรกท์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์สมรรถนะสูงในประเภทเดียวกัน โดยเครื่องยนต์รุ่นนี้ มาพร้อมกับนวัตกรรมอัจฉริยะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบแรงดันเสริมของกลไกการอัดอากาศเข้าสู่กระบอกสูบ (boost pressure) ที่สามารถปรับแต่งได้ ซึ่งเพิ่มกำลัง แรงบิดของเครื่องยนต์ และความยืดหยุ่นในการทำงานและการตอบสนองให้เป็นไปตามมาตรฐาน AMG

นอกจากนี้ Mercedes-AMG ยังเคลือบสารนาโนสไลด์ (NANOSLIDE® coating) ที่เป็นสารหล่อลื่นชนิดเดียวกับกับที่ใช้ในรถฟอร์มูล่าวันของทีม MERCEDES-AMG PETRONAS ไว้ในกระบอกสูบอีกด้วย โดยสารนี้จะช่วยลดการเสียดสีภายในกระบอกสูบ อีกทั้งยังสามารถยึดเกาะกับพื้นผิวของกระบอกสูบได้นานและทนทานต่อการเสียดสีเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อกระบอกสูบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จะส่งผลให้อัตราการใช้พลังงานของรถยนต์ลดลง

สำหรับระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) ทีมงานของ Mercedes-AMG สามารถลดเวลาที่ระบบส่งกำลังใช้เพื่อเปลี่ยนระดับของเกียร์ได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ลงได้หลายระดับ ทำให้สามารถใช้เทคนิคเพื่อเพิ่มกำลังให้กับรถเพื่อเร่งเครื่องเป็นระยะสั้นได้เร็วขึ้น และยังสามารถสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบเร้าใจยิ่งขึ้น หากใช้ระบบจำลองการเหยียบคลัทช์แบบ 2 จังหวะ (double-declutching function) ขณะเปลี่ยนเกียร์ลงในโหมด Sport และ Sport Plus พร้อมทั้งยังปรับตั้งค่าการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ใหม่ในโหมดการทำงานของเครื่องยนต์แบบ Eco และ Comfort เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราการเปลี่ยนเกียร์ที่ดีขึ้นอีกด้วย

คิดว่าเท่านี้พอรึยัง..คำตอบคือยัง!! เพราะยังมีโหมดการทำงานที่จำลองการทำงานของรถยนต์เกียร์ธรรมดา (Manual Mode) ที่สามารถเลือกใช้ได้ด้วยการกดปุ่มที่แผงคอนโซลกลาง โดยโหมดนี้จะส่งผลให้ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์เป็นไปตามที่เลือกใช้ ซึ่งระบบเกียร์จะอยู่คงที่โดยไม่ปรับขึ้นแม้ว่ารอบเครื่องยนต์จะมีความเร็วเกินระดับสูงสุดของเกียร์ก็ตาม พูดง่ายๆ คือ เหมือนกับการขับด้วยเกียร์ธรรมดาแล้วลากรอบขึ้นสูงโดยไม่เปลี่ยนเกียร์นั่นเอง

ส่วนราคาค่าตัว 4,140,000 บาท ถือว่าทำให้แฟน AMG เป็นเจ้าของได้ไม่ยาก เพราะเมื่อประกอบในประเทศไทยแล้วราคาถูกลงไปมากพอสมควร แถมยังเป็นรถที่ดูสมบูรณ์แบบในทุกด้าน สวยแบบไม่ต้องแต่งเติมอะไรแล้ว แม้ว่าจะเป็นตัวแรงแต่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé คันนี้ควรเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นของคนรัก AMG จริงๆ

Share this article: