เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ฉลองครึ่งศตวรรษแห่งความสำเร็จของแบรนด์ที่ “ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ – Driving Performance”

เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ฉลองครึ่งศตวรรษแห่งความสำเร็จของแบรนด์ที่ “ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ – Driving Performance”

เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ฉลองครึ่งศตวรรษแห่งความสำเร็จของแบรนด์ที่ “ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ – Driving Performance”

📅04 ตุลาคม 2017, 07:54

เอเอ็มจี (AMG) แบรนด์ที่ประกอบตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัวนี้ ถือเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงไป ทั่วโลกในฐานะผู้ผลิตยานยนต์สมรรถนะสูง ที่มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานอันยอดเยี่ยม พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าอภิรมย์ให้กับผู้เป็นเจ้าของ โดยในปี 2017 นี้ บริษัทฯ จะถึงโอกาสครบรอบ 50 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีได้สร้างและรักษาชื่อเสียงของการเป็นผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตและรถยนต์สมรรถนะสูง ที่สะท้อนจากความสำเร็จในหลากหลายด้าน ทั้งด้านกีฬามอเตอร์สปอร์ตและด้านการพัฒนารถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองอัฟฟาวเตอร์บาค ประเทศเยอรมนี ถือเป็นหนึ่งในบริษัทลูกของกลุ่มเดมเลอร์ เอจี โดยพนักงานทุกคนของบริษัทฯ ต่างยึดมั่นในหลักการเดียวกัน คือการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ “ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ – Driving Performance” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ต้องมีทั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เต็มเปี่ยมด้วยนวัตกรรมเพื่อมอบความโฉบเฉี่ยวและเร้าอารมณ์

ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ สรรสร้างยานยนต์สมรรถนะสูงประเภทใหม่เพื่อผู้บริโภค

การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างมากทั่วโลก โดยรถยนต์ในตระกูล 63 ยังคงเป็นรุ่นที่เป็นหัวใจของแบรนด์ และเป็นรถยนต์ตระกูลที่เป็นที่ปรารถนาของผู้คนทั่วโลก นอกจากนี้ เรายังมีผลิตภัณฑ์รถสปอร์ตตระกูล AMG GT ที่ Mercedes-AMG พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการพัฒนารถสปอร์ตของแบรนด์อีกด้วย ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนของแบรนด์ Mercedes-AMG ทางบริษัทฯ จึงได้มีการดำเนินกลยุทธ์เพื่อพัฒนาและวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงตระกูลใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2016 ถือเป็นการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กว่า 10 รุ่น และนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2017 ลูกค้าของ Mercedes-AMG จะมีรุ่นรถยนต์ให้เลือกสรรสูงถึง 50 รุ่นที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์คอมแพค ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบที่ทรงพลังที่สุดในบรรดารถยนต์ที่ผลิตเพื่อการจัดจำหน่ายจริง รถสปอร์ตรุ่น S 65 อันสง่างามที่ใช้เครื่องยนต์ 12 สูบ รถซาลูนและรถเอสเตทที่ใช้เครื่องยนต์หลากหลายแบบ หรือแม้แต่รถเอสยูวี รถยนต์สไตล์คูเป้ รถเปิดประทุนสไตล์คาบริโอเลต์และโรดสเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ ที่ Mercedes-AMG

Press Information

เลือกใช้ยังเป็นเทคโนโลยีระดับชั้นนำของรถยนต์ในแต่ละประเภท อย่าง เทคโนโลยีขับเคลื่อนล้อหลัง เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ หรือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด เป็นต้น

AMG Customer Sports Saisonrückblick-Mercedes-AMG feiert eine herausragende Kundensportsaison 2016
AMG Customer Sports season review-Mercedes-AMG celebrates an outstanding Customer Sports season 2016

โดยเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา Mercedes-AMG นำเสนอรถสปอร์ต Mercedes-AMG GT R เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรถสปอร์ตตระกูล GT อย่างเป็นทางการ พร้อมกับรถสปอร์ตโรดสเตอร์อีก 2 รุ่น คือ รุ่น GT Roadster และ GT C Roadster รวมถึงการเฉลิมฉลองปีที่ 50 ด้วยรถสปอร์ตคูเป้ในตระกูล Mercedes-AMG GT ที่เป็นรุ่นกึ่งกลางระหว่างรถสปอร์ตรุ่น Mercedes-AMG GT S และรุ่น Mercedes-AMG GT R ซึ่งเพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมและสมรรถนะที่เหนือกว่าเดิม โดยในช่วงการจำหน่ายครั้งแรก จะมีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมหรืออุปกรณ์ตกแต่งที่เฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น โดยใช้ชื่อว่า Mercedes-AMG GT C รุ่น Edition 50 ที่ผลิตขึ้นเนื่องในโอกาสปีที่ 50 ของ Mercedes-AMG อีกด้วย ซึ่งทำให้มีจำนวนรถสปอร์ตในพอร์ตโฟลิโอเป็นจำนวนรวมถึง 6 รุ่น

การพัฒนารถยนต์ไฮเปอร์คาร์จากรากฐานทางเทคโนโลยีของรถฟอร์มูล่าวัน

ในปี 2017 นี้ Mercedes-AMG ได้พัฒนารถยนต์กลุ่มไฮเปอร์คาร์ที่สามารถใช้งานบนท้องถนนทั่วไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นรถไฮเปอร์คาร์รุ่นแรกที่ผลิตเพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยรถยนต์รุ่นนี้มีจุดเด่นทางด้านสมรรถนะและอัตราการใช้พลังงานที่ยอดเยี่ยม ตามแนวคิดใหม่คือ “สมรรถนะแห่งอนาคตกับเอเอ็มจี – AMG Future Performance” ผ่านการใช้นวัตกรรมระบบส่งพลังที่ใช้ในรถยนต์ฟอร์มูล่าวัน แรงม้าสูงสุดกว่า 1,000 แรงม้า ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และใช้นวัตกรรมเพลาหน้าแบบระบบไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน

ผลงานที่น่าประทับใจของทีมรถแข่งที่ได้รับการสนับสนุนรถยนต์จาก Mercedes-AMG

AMG 300 SEL 6.8 (W 109). Authentische Replika des Renntourenwagens von 1971 bei der Silvretta Classic 2013.
AMG 300 SEL 6.8 (W 109). Authentic replica of the 1971 racing tourer at the Silvretta Classic 2013.

ในปี 2016 ทีมรถแข่งที่ได้รับการสนับสนุนรถยนต์จาก Mercedes-AMG ต่างทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลแข่งขันที่ผ่านมา ด้วยชัยชนะ 18 ครั้ง และการเข้าเส้นชัยในลำดับที่นักขับจะได้ขึ้นรับรางวัลบนโพเดียมอีก 32 ครั้ง จากการใช้รถยนต์ Mercedes-AMG GT3 รุ่นใหม่เป็นรถแข่ง โดยรถยนต์รุ่นนี้ สร้างสถิติใหม่ให้กับทั้งวงการมอเตอร์สปอร์ตและทีมรถแข่ง อย่างเอเอ็มจี ทีม แบล็กฟัลค่อน (AMG team BLACK FALCON) ในกลุ่ม P1, เอเอ็มจี ทีม เอชทีพี มอเตอร์สปอร์ต (AMG team Motorsport) ในกลุ่ม P2 และฮาริโบ้ เรซซิ่ง ทีม-เอเอ็มจี (HARIBO Racing Team-

AMG) ในกลุ่ม P3 ด้วยการสร้างสถิติทั้งการเข้าเส้นชัยโดยใช้เวลาน้อยที่สุด ตำแหน่ง โพลโพสิชั่น การใช้เวลาต่อรอบเร็วที่สุด และการเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2, 3, 4 และ 6 โดยใช้เวลา น้อยที่สุด โดยทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุด 4 อันดับแรกในการแข่งขันรถแข่งประเภท 24 ชั่วโมงรายการ ADAC Zurich ที่สนามนูร์เบิร์กริง ต่างก็ใช้รถยนต์ Mercedes-AMG GT 3 ในการแข่งขันทั้งสิ้น

ผู้พัฒนาเครื่องยนต์วี 8 สำหรับรถยนต์นั่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น

16C1158_03

เมืองอัฟฟาวเตอร์บาค ประเทศเยอรมนี เป็นสถานที่ทำงานของฝ่ายบริหาร ฝ่ายจัดการทั่วไป ฝ่ายขาย ฝ่ายพัฒนา ฝ่ายออกแบบ และทีมงานที่มีความสำคัญมาก อย่าง ทีมช่างเทคนิคผู้มีหน้าที่ประกอบเครื่องยนต์ของรถยนต์ Mercedes-AMG ด้วยมือตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ เมืองนี้คือเมืองที่เครื่องยนต์ V8 อันมีชื่อเสียงของ Mercedes-AMG ได้รับการประกอบขึ้นอย่างพิถีพิถัน ในขณะที่เครื่องยนต์แบบ 4 สูบแถวเรียงจะประกอบขึ้นที่เมืองโคลเลดา และเครื่องยนต์ V12 จะประกอบขึ้นที่เมืองมานไฮม์ โดย Mercedes-AMG ใช้ปรัชญาการผลิตเครื่องยนต์ทุกเครื่อง แบบ “1 ช่างฝีมือต่อเครื่องยนต์ 1 เครื่อง – one man, one engine” กล่าวคือ เครื่องยนต์ของรถยนต์ Mercedes-AMG แต่ละคันจะผลิตด้วยมือและใช้ช่างฝีมือเพียง 1 คนเท่านั้นตลอดกระบวนการประกอบ และในขั้นตอนสุดท้าย ช่างฝีมือที่ประกอบเครื่องยนต์แต่ละเครื่องจะเซ็นชื่อของตนลงบนแผ่นโลหะที่ติดอยู่บนฝาครอบเครื่องยนต์เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพและมาตรฐาน

ในปัจจุบัน Mercedes-AMG เป็นผู้พัฒนาเครื่องยนต์แบบ 8 สูบ ทั้งสำหรับรถยนต์ Mercedes-AMG และรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ V8 โดยรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ V8 ที่พัฒนาโดยช่างเทคนิคและวิศวกรของ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีนั้น คือรุ่น G 500 ที่วางจำหน่ายเมื่อเดือนกันยายน 2015

หลักชัยสำคัญของสุดยอดผู้ผลิตรถสปอร์ตและรถยนต์สมรรถนะสูง

Charakteristisches Merkmal der „one man, one engine“-Fertigung ist die AMG Motorplakette mit Unterschrift des verantwortlichen Mechanikers.
Mercedes-AMG to build twelve-cylinder engines in Mannheim

· เอเอ็มจี ก่อตั้งขึ้นที่เมืองเบิร์กชตาร์ล (Burgstall) โดยมร.ฮานส์ แวเนอร์ อาวฟเรชท์ (Hans-Werner Aufrecht) และมร.แอร์ฮาร์ด เมลเชอร์ (Erhard Melcher) ในปี 1967 ด้วยการใช้โรงโม่แป้งเก่าๆ เป็นที่ตั้งของโรงปรับแต่งรถแห่งแรก พร้อมใช้ชื่อว่า “ศูนย์วิศวกรรม ออกแบบ และทดสอบเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขัน – engineering office and design and testing centre for the development of

racing engines” โดยตัวอักษร AMG นั้นมาจากคำว่า “อาวฟเรชท์และเมลเชอร์ จากหมู่บ้านโกรซาชปาค – Aufrecht and Melcher, Großaspach” ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวนี้ เป็นสถานที่เกิดของมร.อาวฟเรชท์

· ในปี 1971 เอเอ็มจีมีชื่อเสียงในชั่วข้ามคืน หลังจากที่รถยนต์ AMG 300 SEL 6.8 สีแดงชนะการแข่งขันกับรถยนต์กลุ่มเดียวกันอย่างขาดลอยในรายการรถแข่งประเภท 24 ชั่วโมงที่สนามสปา-ฟรังโกชอมป์ อีกทั้งยังสามารถทำคะแนนรวมได้เป็นอันดับ 2 ด้วย

· เอเอ็มจีพัฒนาจากผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตซาลูนและสปอร์ตคูเป้ หลังจากตั้งโรงงานที่เมืองอัฟฟาวเตอร์บาคในปี 1976

· มร.เมลเชอร์ พัฒนานวัตกรรมฝาครอบกระบอกสูบใหม่ ที่ทำงานสอดคล้องกับระบบวาล์วแบบ 4 วาล์วต่อลูกสูบ 1 ลูก (Four-valve technology) ด้วยตนเองในปี 1984 ซึ่งเอเอ็มจีประยุกต์ใช้นวัตกรรมนี้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเครื่องยนต์ V8 ความจุกระบอกสูบ 5 ลิตรของรถยนต์ Mercedes-Benz 500 SEC ความเก่งกาจของ มร.เมลเชอร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญา “1 ช่างฝีมือต่อเครื่องยนต์ 1 เครื่อง – one man, one engine” ที่ Mercedes-AMG ยึดถือจนปัจจุบัน

· นวัตกรรมฝาครอบกระบอกสูบใหม่ที่มร.เมลเชอร์ คิดค้นนั้น ใช้ในรถยนต์ Mercedes-Benz S-Class รุ่น AMG และรุ่นซาลูน ตั้งแต่ปี 1986 ก่อนจะเริ่มใช้กับ E-Class Coupé รหัสตัวถัง W 124 ในปีต่อมา ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ มีกำลังถึง 265 กิโลวัตต์ (360 แรงม้า) จึงได้รับสมญาว่า “The Hammer” จากสื่อมวลชนด้านรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา

· ในปี 1988 เอเอ็มจีเป็นผู้ผลิตรถยนต์ Mercedes-Benz 190 E สำหรับการแข่งขัน และยังเป็นทีมงานผู้ดูแลทีมที่ใช้รถยนต์รุ่นดังกล่าวในการแข่งขันรายการเยอรมัน ทัวริ่ง คาร์ แชมเปียนชิฟ (DTM) ด้วย

· เอเอ็มจีตกลงร่วมมือกับแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในปี 1990 โดยเอเอ็มจีเริ่มต้นเป็นผู้พัฒนาและผลิตรถแบบสปอร์ตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งแต่ปี 1991

· รถยนต์รุ่นแรกที่เอเอ็มจีผลิตร่วมกับกลุ่มบริษัทเดมเลอร์-เบนซ์ (ชื่อในขณะนั้น) คือรุ่น C 36 AMG ซึ่งวางจำหน่ายในปี 1993 ด้วยยอดขายสูงถึง 5,000 คันเมื่อนับถึงปี 1997 ถือ

เป็นรถยนต์ของ AMG ที่ขายดีที่สุดในขณะนั้น นอกจากนี้รถยนต์รุ่นนี้ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นรถเซฟตี้คาร์อย่างเป็นทางการรุ่นแรกของการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันในปี 1996 อีกด้วย

· รถยนต์รุ่น C 32 AMG ที่ออกวางจำหน่ายในปี 2001 นั้นใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร V6 พร้อม Super charger นอกจากนี้ยังมีระบบสัมผัสอันเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์ได้ตามใจปรารถนา

· รถสปอร์ต Mercedes-Benz SLS AMG ที่ออกวางจำหน่ายในปี 2009 ถือเป็นรถสปอร์ตรุ่นแรกที่ Mercedes-AMG พัฒนาขึ้นโดยไม่อาศัยทีมงานภายนอกบริษัทเลย ซึ่งรถรุ่นนี้ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์พิเศษมากมาย ทั้งเสียงเครื่องยนต์อัน โดดเด่น สมรรถนะที่เหนือใคร และประตูที่ออกแบบเป็นทรงปีกนกนางนวล

· ในปี 2011 เอเอ็มจีผลิตรถแข่งรุ่นแรกของบริษัทฯ คือรถยนต์รุ่น SLS AMG GT 3 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาดรถสปอร์ตที่มีสมรรถนะสูงเทียบเท่ารถแข่งของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์

· ในปี 2014 Mercedes-AMG ยังตอกย้ำภาพความเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตระดับแถวหน้าของโลก ด้วยการนำเสนอรถสปอร์ตระดับเรือธงตระกูล Mercedes-AMG GT ที่พัฒนามาจากรากฐานของรถสปอร์ตตระกูล SLS ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นรถสปอร์ตตระกูลที่ 2 ที่พัฒนาโดย Mercedes-AMG ทั้งหมด แนวคิดต่างๆ ทั้งการวางเครื่องยนต์ให้อยู่บริเวณตอนกลางของตัวรถ (mid-engine concept) เพลาส่งกำลังแบบใหม่ รวมทั้งโครงสร้างตัวถังที่ใช้อะลูมิเนียมเป็นวัสดุหลักนั้นเป็นผลจากความตั้งใจของทีมวิศวกรที่ต้องการขับ เน้นประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจที่สุด

· Mercedes-AMG จัดจำหน่ายรถยนต์ได้กว่า 70,000 คันในปี 2015 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการขยายกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ให้กว้างขึ้น ด้วยการนำเสนอคอมแพคสมรรถนะสูงตระกูล 43 รวมถึงรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น AMG ทั้งในตระกูล C-Class, เอสยูวี และคอมแพค

· Mercedes-AMG ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ในปี 2017 ด้วยสถิติยอดขายเกือบ 100,000 คัน ในปีก่อนหน้า

AMG 300 SEL 6.8 (W 109), authentische Replika des Renntourenwagens von 1971, bei der Arlberg Classic 2013.
AMG 300 SEL 6.8 (W 109). Authentic replica of the 1971 racing tourer at the Arlberg Classic 2013.

Share this article: